วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เชื่อหรือไม่ว่า อบเชยสามารถรักษาโรคเบาหวานได้


อบเชย เป็นสมุนไพรไทย ซึ่งมีมาแต่โบราณ แต่ปัจจุบันนี้ อบเชยไม่เชยอย่างที่คิด อบเชยเป็นสมุนไพรที่ทันสมัยมากเหมาะกับทุกยุคทุกสมัย และเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรค ที่มีมาแต่โบราณเช่นกัน และมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคเบาหวานมีตั้งแต่เด็ก ถึงคนชรา วันนี้ขอนำเสนอสรรพคุณที่มหัศจรรย์ของอบเชย ให้เพื่อน ๆ ได้รู้เผื่อจะได้นำไปฝากคนที่บ้าน (ที่เป็นโรคเบาหวาน) กันค่ะ
สรรพคุณ
อบเชยทำให้ท้องเป็นปกติดี แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ย่อยไขมัน (อาจเป็นเพราะไปช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำย่อยที่ใช้ในการย่อยไขมัน) ทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย มีสารต้านแบคทีเรีย และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ (ผลงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา)

อบเชยที่ใช้ปรุงอาหารจะใช้ชนิดหลอด (ม้วนเปลือกให้เป็นหลอด) ใช้ปรุงอาหารเช่นทำพะโล้ ใช้ทำยาไทยหลายตำรับ ตำราไทยระบุว่าอบเชยมีกลิ่นหอม มีรสสุขุม มีสรรพคุณใช้บำรุงจิตใจ แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง ขับลม บำรุงธาตุ แก้บิด แก้ไข้ สันนิบาต ใช้ปรุงยานัตถุ์แก้ปวดหัว นอกจากการใช้เปลือกตำราไทยยังระบุว่ารากและใบมีกลิ่นหอมรสสุขุม ใช้ต้มดื่มขับลมบำรุงธาตุ แก้ท้องอืดเฟ้อ

สรรพคุณที่กล่าวถึงในบทความนี้ทั้งหมด คือส่วนที่ละลายน้ำได้และไม่ใช่น้ำมันที่กลั่นได้ (cinnamon oil) ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมแต่งกลิ่น เหล้า ขนมหวาน สบู่ และยาเป็นต้น อบเชยชนิดหลอดชาวตะวันตกนิยมใช้คนกาแฟ ชา หรือโกโก้ ซึ่งสาร MHCP ก็จะละลายออกมาอยู่ในเครื่องดื่มเหล่านี้ และให้ผลในการควบคุมระดับน้ำตาลเช่นกัน แต่เราไม่สามารถทราบถึงปริมาณ MHCP ซึ่งละลายอยู่ได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีนัก หากต้องการใช้
ในการรักษาเพราะควรทราบปริมาณที่ใช้อย่างชัดเจน

ผลงานวิจัยที่สำคัญ

ดร.ริชาร์ด แอนเดอร์สัน ได้แนะนำอาสาสมัครของเขาที่ป่วยเป็นเบาหวาน ให้ลองใช้อบเชยเป็นประจำ ปรากฏว่ามีอาสาสมัครนับร้อย ได้รายงานผลดีกลับเข้ามาว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ อบเชยช่วยเร่งให้การสันดาปน้ำตาลกลูโคสเพิ่มขึ้น 20 เท่า นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าการกินอบเชยนั้นไม่มีอันตราย แต่ถ้าหากการทดลองรับประทานเองแต่ละบุคคลนั้น หากได้ผลดีก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเกินคาด ทั้งยังเป็นยาที่เป็นสารธรรมชาติ และในรายที่ไม่ได้ผลดี ก็ไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด

อบเชยทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบการให้สัญญาณอินซูลิน (Insulin-Signaling System) และอาจจะทำได้ดีกว่าเสียอีกโดยที่อบเชยสามารถทำงาน ก่อนที่จะนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ สามารถใช้อบเชยร่วมกับอินซูลินได้ดี นอกจากนี้ยังพบว่าสาร MHCP สามารถลดความดันโลหิตของสัตว์ทดลองได้ และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีอีกด้วย

แม้ว่าอบเชยจะยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนใช้แทนยาได้ แต่ ดร.แอนเดอร์สัน ก็แนะนำว่าควรทดลองใช้ 1/4 ช้อนชาถึง 1 ช้อนชาต่อวัน เมื่อคำนวณดูแล้ว 1 ช้อนชาจะหนักประมาณ 1,200 มิลลิกรัม ดังนั้น ขนาด 1/4 ช้อนชา จึงประมาณเท่ากับ 300 มิลลิกรัม สามารถบรรจุลงในแคปซูล หมายเลข 1 ได้กำลังพอดี ขนาดที่ควรใช้ก็คือ 1 แคปซูล ทุกมื้ออาหาร วันละ 4 มื้อ ในกรณีที่ใช้เพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง คือคนที่บิดามารดาเป็นเบาหวาน ควรรับประทานพร้อมกับอาหารมื้อใหญ่ วันละ 1-2 เม็ด ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารและขับลมได้ด้วย อบเชยชนิดที่ ดร.แอนเดอร์สันใช้ทดลองนั้นเป็นชนิดที่เข้าหาได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา มาจากเปลือกต้นอบเชยจีนคือ Cassia (Cinnamomum cassia) ซึงคล้ายกับชนิดที่มีอยู่ในป่าบ้านเรา อบเชยชวาจะใช้ได้ดีที่สุด

การใช้อบเชยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เป็นวิธีช่วยผู้เป็นเบาหวานโดยใช้สารธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ยิ่งกับเกษตรกรผู้ปลูกอบเชยในเขตเอเชียตอนใต้รวมถึงประเทศไทยด้วย มีหลายฝ่ายคิดว่าอบเชยทีดีคือ อบเชยที่ยังไม่ผ่านการฉายแสงเพื่อฆ่าเชื้อโรค จึงควรนำเปลือกอบเชยแห้งที่ม้วนอยู่เป็นหลอดมาบดให้ละเอียดเก็บไว้ใช้เองหรือจำหน่าย แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับผู้เป็นเบาหวานคือ จะต้องไม่ลืมเรื่องการงดอาหารที่ไม่ควรบริโภค และมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติตนตามแพทย์สั่ง และ พบแพทย์ตามนัดหมาย หากใช้อบเชยกรุณาบอกแพทย์ด้วย

หากซื้ออบเชยชนิดเป็นหลอดเพื่อนำมาบดใช้เอง ควรเลือกที่ใหม่และยังไม่ถูกนำไปต้มสกัดเอารสกลิ่นไปใช้ก่อนแล้ว จึงจะเห็นผลเช่นที่ดร.แอนเดอร์สันได้ทดลองไว้ หากเลือกไม่ดีอาจใช้ไม่ได้ผล จึงควรคำนึงในเรื่องคุณภาพและชนิดของอบเชยชนิดที่ใช้ด้วย

ล่าสุดจากการติดต่อโดยตรงกับดร.แอนเดอร์สัน ได้รับทราบว่าผลการศึกษาวิจัยในคนถูกตีพิมพ์ในวารสาร เดือนธันวาคม พ.ศ.2546 ผลที่ได้จากการให้อบเชยแก่ผู้ป่วยเบาหวานพบว่าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาล คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดดีขึ้นระหว่าง 12-30 % จึงเป็นผลที่ยืนยันการศึกษาวิจัยเดิมและ
น่านำไปใช้เพื่อป้องกัน และใช้ร่วมกับยารักษาเบาหวานต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก : www.salasamunprai.com/herbs/cinnamon.html
และภาพสวย ๆ จากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

จับตาลูกก่อนเกิดปัญหาใจ


โดย: ผศ.นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์

พ่อแม่เองต้องหมั่นเปิดใจ สังเกตและสัมผัสลูกของเราด้วยใจ

ขอบ่นก่อนว่า หัวข้อนี้เขียนยากจัง ยากเพราะความจำกัดของภาษาพูดเขียนที่เรามี ทำให้ไม่สามารถบรรยายถึงความแตกต่างระหว่างระดับความปกติ แค่เบี่ยงเบน หรือผิดปกติทางพฤติกรรมหรือจิตใจที่ชัดเจนแน่ๆได้

เคล็ดลับที่จะทำให้อ่านบทความนี้แล้วนำไปใช้ได้อย่างได้ผล ไม่ใช่ได้ความแต่คลุมเครือ คุณพ่อคุณแม่เองต้องหมั่นเปิดใจ สังเกต และสัมผัสเด็กๆ ลูกของเราด้วยใจ เรื่องของใจก็ต้องใช้ใจเข้าจับด้วย ว่างั้นเถอะ

ถ้าทำอย่างนี้ ลูกจะออกสัญญาณมาแบบไหนไม้ไหนก็จับได้หมดไม่หลุด อย่าไปยึดแค่ตามตัวหนังสือเท่านั้น ทำนองเดียวกับว่า รู้ว่าเพลงเพราะก็ด้วยการฟัง ไม่ใช่มองที่ตัวโน้ต (ยกเว้นคนที่เชี่ยวชาญจริงๆ ที่อ่านโน้ตก็มีเสียงเกิดในหัวตามแล้ว) จะว่าไป ถ้าเราตั้งใจเลี้ยงลูกไม่น้อยไปกว่าตั้งใจทำมาหาเงิน แบบที่เราคิดพลิกแพลงให้ได้รายได้เพิ่ม ตลอดเวลา เรื่องนี้คงไม่ยากเกินไปนัก

ที่ว่าต้องเปิดใจก็คือ เราเองต้องรับได้ว่า เด็กทุกคนมีจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีกว่าที่เป็นได้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ถ้าเราเองหรือใครเห็นว่าลูกของเราอะไรๆ ก็ดีซะหมดแล้ว อย่าเพิ่งปฏิเสธว่า ลูกฉันจะมีปัญหาได้ยังไง แล้วพานโกรธคนทัก

ที่ว่าต้องสังเกต ก็คือ เราต้องระแวดระไวกับความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกเรา หมั่นสังเกตตรวจตรา ขนาดรถคุณยังเติมน้ำเติมลม ถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่ปล่อยตามธรรมชาติหรือยถากรรมเกินไป แต่ก็อย่าไวกับทุกอย่างเกินไป จนเว่อร์

การอาศัยพัฒนาการโดยเฉลี่ยของเด็กอย่างที่เคยได้ยินได้เห็นมาเป็นเกณฑ์ อาจเป็นแนวทางที่เราใช้สังเกตลูกได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องสัมผัสลูกด้วยใจด้วย คือสามารถเข้าใจได้ว่า ถ้าเราเป็นเขาในวัยนั้นเราจะรู้สึกอย่างไร ไม่คิดอย่างคนในวัยเราคิด หรือถ้าไม่เข้าใจก็คุยถามเขาดู

ขั้นต่อไปก็ลองมาดูว่า อะไรหนอที่อาจเป็นอุปสรรคทำให้ลูกเราเริ่มลำบาก เริ่มมีปัญหาบ้าง เริ่มจากรอบๆ ตัวเด็ก มองครอบครัวของเราเองก่อนว่า อยู่ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงกับครอบครัวบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าในแง่ที่เราว่าดี อย่างย้ายบ้านใหม่ มีน้องใหม่ พี่สอบเอ็นทรานซ์ได้ พ่อแม่ได้ไปเที่ยวเมืองนอก หรือไม่ดี อย่างพ่อแม่ทะเลาะกัน เงินทองไม่พอใช้ เลยไปถึงว่ามีสมาชิกในบ้านตาย เจ็บป่วยกะทันหันหรือเรื้อรังขึ้นมาในบ้าน การหย่าร้าง ล้วนแต่มีผลกระทบกับสมาชิกทุกคน รวมทั้งเด็กๆ ด้วยเสมอ ไม่มีคำว่าเรื่องของผู้ใหญ่เด็กไม่ต้องมายุ่งเครียด (เดี๋ยวเด็กจะบอกว่า สอบคะแนนไม่ดีเรื่องของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ต้องมาเครียดบ้าง)

สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กๆ อีกอย่างก็คือ โรงเรียน ซึ่งได้แก่ เรื่องเพื่อนฝูง การเรียน และครู ซึ่งไม่ว่าจุดใดเกิดปัญหาขึ้น ก็อาจส่งผลต่อเด็กได้อย่างมาก

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามหากมีสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น นอกจากใจเราจะมุ่งแต่ส่งกองหน้าไปรบกับปัญหาแล้ว คงต้องมองลูกๆ ของเราไปพร้อมกันด้วย เพราะบางทีเราจะ เหมือน "ลืม" ทัพหลวงของเราว่าเดินไปด้วยกันไม่ไหว ไม่ทัน หรือทัพหลวงอาจไม่เข้าใจว่า ทัพหน้าทำอะไรกันอยู่

บางทีเราอาจไม่ลืม แต่ก็คิดว่าเด็กน่าจะเข้าใจได้เอง หรือพอเด็กเกิดปัญหาการปรับตัวขึ้นแล้ว ไม่ได้เฉลียวใจ กลับคิดว่าเด็กมาสร้างภาระเพิ่มให้เสียอีก อย่างพ่อ แม่ทะเลาะกันบ่อยๆ เด็กๆ กลุ้มใจเริ่มเรียนไม่ดี อยากให้แม่มานั่งติวให้ไม่งั้นไม่ทำงาน แม่ก็จะยิ่งเหนื่อยหงุดหงิด บางทีบ่นว่าลูก หรือส่งลูกไปเรียนพิเศษเสียเลย ลูกก็เลยไปติดเพื่อน หนักเข้าไปอีก

อีกเรื่องที่ทำให้เด็กต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา และบางทีจะเกิดปัญหาได้ก็คือ เด็กเองโตขึ้นทุกวัน ต้องฟันฝ่าตามพัฒนาการทางจิตใจต่างๆ มากมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าถึงเวลาเด็กก็เป็นเอง อย่างเช่นเรื่องการรู้และแสดงออกตามเพศของตัว หรือความรับผิดชอบในความคาดหวังจากพ่อแม่ โรงเรียน หรือด้วยตัวเด็กเองก็ตาม ความรู้เรื่องพัฒนาการแบบนี้มีใน หนังสือเยอะแยะไปหมดแล้ว คงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คาดได้ว่า ลูกเราอายุแค่ไหน ต้องการอะไร (นอกเหนือไปจากว่า อายุเงินฝากกี่เดือนแล้วได้ดอกเบี้ยเท่าไร ) อยากให้มองว่า เด็กไม่ได้จงใจส่งสัญญาณเรียกร้องความสนใจให้ใครรู้หรอก

ตามปกติ เมื่อเด็กเขาเจอเรื่องยากลำบาก เขาก็จะต่อสู้ไปตามนิสัย ประสบการณ์ที่เคยติดตัวมา ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วก็มักผ่านได้โดยดี (ไม่ต้องเลือกใหม่สามสี่รอบแบบ สว.)

สัญญาณเตือนแบบไหนอันตราย?

สิ่งที่นับว่าเป็นสัญญาณไม่ดีแล้วก็คือ เมื่อลูกเลือกวิธีที่ไม่เข้าท่ามาแก้ปัญหา ยิ่งใช้ก็ยิ่งแย่ หรือหมดมุขไม่รู้จะทำยังไงต่อแล้ว เราถึงได้นับอย่างนั้นเป็นสัญญาณที่ต้องเข้าช่วย

มาถึงเรื่องว่า เด็กจะส่งสัญญาณเย้วๆ ให้เราตีความแบบไหนได้บ้าง

คนที่เดินมาบอกเองว่า กลุ้มใจก็พอมี แต่ไม่เยอะมาก เพราะบางทีเด็กไม่สบายใจแต่บรรยายไม่ถูก เหมือนบางเพลงเราฟังว่าเพราะ แต่ไม่รู้จะบรรยายยังไง

เด็กบางรายก็เกรงใจไม่อยากบอกพ่อแม่ คิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง (ก็ทำนองเดียวกับผู้ใหญ่บางรายละครับ )

ที่ร้ายก็คือ เด็กก็เคยพยายามส่งซิกแล้ว แต่พ่อแม่กลับว่าเด็กว่า ไม่น่าคิดมาก ไม่ซื้อความรู้สึกของเด็ก แล้วปิดการเจรจา เด็กก็เลยปิดการขายไม่ลง

ถ้าจะบอกง่ายที่สุดก็คือ สัญญาณอย่างว่าจะเป็นแบบไหนก็ได้ สัญญาณอาจได้แก่การถดถอย หมายถึงว่า เด็กกลับไปเหมือนเด็กที่เล็กกว่า ไม่สมอายุ เช่นเคยนอนคนเดียวได้ กลับกลัวติดแม่แจ หรือกลับไปปัสสาวะรดที่นอนเหมือนตอน 2-3 ขวบ พูดยานคาง ไม่ชัด กัดเล็บ แบบนี้เราต้องเริ่มสนใจ บางทีเด็กอาจแสดงสัญญาณโดยเหม่อลอย ไม่ยิ้มแย้ม แยกตัว ไม่อยากเสวนากับใคร อย่างนี้พ่อแม่มักไม่พลาด เพราะเห็นได้ชัด

อีกขั้วก็คือ เด็กอาจกลับนิสัยจากที่เคยสงบเรียบร้อย กลายเป็นต่อต้าน ดื้อ ก้าวร้าว มาอาการนี้ พ่อแม่มักหลง ไม่รับสัญญาณ แต่มักเป่าแตรรบใช้อำนาจกำลังปราบกบฏให้ เด็กกลับเป็นเมืองขึ้น ซึ่งมักทำให้เรื่องบานปลาย

สัญญาณที่หมอได้เจออยู่เสมอก็คือ เด็กบอกอาการป่วยโน่นนี่อยู่เรื่อย ที่แชมป์ก็คือปวดหัวปวดท้อง (บางรายลามไปปวดก้านคอ ใบหู) โดยที่ไปหาหมอเก่งๆ ตรวจมาเยอะแยะ แล้ว หมอก็ส่ายหน้าหาโรคให้ไม่ได้ พบไม่น้อยว่าเกิดปัญหาในใจขึ้นมาแล้ว อาการอย่างนี้มักมาร่วมกับการที่เด็กจะไม่ยอมไปโรงเรียนคู่กันด้วย

สัญญาณอย่างสุดท้ายที่จะยกตัวอย่างให้ฟังคือ เรื่องของสรีระร่างกายที่เปลี่ยนไป เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ ฝันละเมอมากขึ้น กินอาหารไม่ลงหรือกินมากกว่าปกติ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะราดบ่อย หรือไม่ยอมถ่าย กลั้นไว้ให้ผู้ใหญ่ขัดใจเล่น (ซึ่งมักพบว่าเป็นปัญหาในเด็กวัยอนุบาล)

ถึงตอนนี้ คงได้ภาพของเด็กที่เริ่มส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ SOS กับเราแล้ว อย่าลืมว่าเครื่องรับของเราต้องพร้อมเปิดรับอยู่ และพร้อมที่จะเข้าไปรับฟังช่วยเขาด้วย พ่อแม่เอง ถ้าคิดว่าสถานการณ์ช่วงไหนที่เล่าแล้วว่า เสี่ยงต่อการที่ลูกของเราจะปรับตัวยาก ก็ยิ่งต้องเพิ่มความเข้มของการมองหาให้มากขึ้นด้วย

จริงอยู่ กระต่ายตื่นตูมจะกลุ้มใจเกินเหตุ แต่เด็กของเราอาจไม่รู้ว่า วิธีแก้ปัญหาของเขาอาจเหมือนกับการไปเขย่าโยกต้นให้มะพร้าวหล่นใส่หัวตัวเองมากขึ้น ช่วยเขาหาทางที่ถูกแต่ต้นมือดีกว่าครับ


ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก

www.momypedia.com

วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553

สมุนไพรแก้ไข้หวัดโดยตะไคร้


ช่วงนี้อากาศร้อนม๊าก มาก ทำให้มีหลายคนเป็นไข้หวัดไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ วันนี้จึงขอนำเสนอน้ำสมุนไพรแก้ไข้หวัด คือน้ำตะไคร้กับขิงสดมีวิธีทำดังนี้

ใช้ตะไคร้ 1 ต้น หั่นเป็นแว่นๆและขิงสด 5-6 แว่น
ใส่น้ำ 3-4 แก้ว ต้มจนเดือดทิ้งไว้ให้อุ่น
ดื่มครั้งละ 1/2-1 แก้ว วันละ 3 เวลา หลังอาหาร

ขอขอบคุณภาพสวย ๆ จาก
อินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

ซุปมักกะโรนีหมู อาหารลูกรัก


เย็นวันนี้มาดูตู้เย็นว่ามีอะไรบ้างที่สามารถทำอาหารให้ลูกรัก และตัวเองดี
พอดีเห็นวัตถุดิบแล้วเลยนึกอยากทำซุปมักกะโรนีให้ลูกทานเย็นนี้

มีส่วนประกอบดังนี้
มักกะโรนี
มะเขือเทศ 2 ลูก
หอมหัวใหญ่ 1 ลูก
แครอท 1 หัว
และหมูสับประมาณ 1 ขีด

วิธีทำ
  1. ต้มน้ำให้เดือน พอน้ำเดือดให้ใส่เกลือป่นไปเล็กน้อย และใส่มักกะโรนี ต้มประมาณ 10 นาที ลองชิมดูว่าแป้งมักกะโรนีสุกหรือไม่ พอสุกแล้วก็ยกลงและล้างน้ำเย็นอีกครั้ง
  2. ต้มน้ำซุปใส่หมูสับและปรุงรสด้วยซอสปรุงรส เกลือ ซีอิ๊วขาว แล้วลองชิมรสว่าถูกปากหรือไม่ เสร็จก็ใส่มะเขือเทศ แครอท หอมหัวใหญ่ ทุกอย่างหั่นแบบลูกเต๋านะค่ะ
  3. นำมักกะโรนีที่ต้มสุกใส่ในหม้อซุป ต้มต่อสักเล็กน้อย แล้วยกลง และใส่ต้นหอมที่หั่นไว้ ใส่เล็กน้อย
วันนี้ได้ต้มซุปมักกะโรนี และ ราคาไม่แพงเหมือนเช่นเคย ราคาอาหารน่าจะอยู่ที่ประมาณ 40 บาท
มะเขือเทศ 5 บาท
หอมหัวใหญ่ 5 บาท
แครอท 5 บาท
ต้นหอม 5 บาท
ส่วนมักกะโรนี ใช้เพียงครึ่งห่อเล็ก น่าจะสัก 20 บาทได้

อิ่มทั้งแม่ และลูกเลย และยังปลอดภัยไร้ชูรสอีกด้วย

ขอขอบคุณภาพสวย ๆ จาก

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาหารเย็นวันนี้ ปลานิลนึ่ง + น้ำพริกนรก อร่อยสุดยอด


วันนี้ว่าจะทำอะไรดีเป็นอาหารเย็น พอดีในตู้เย็นมีปลานิล และน้ำพริกนรก ก็เลยคิดว่าทำปลานึ่งกินดีก่า

ส่วนผสม
ปลานิล 1 ตัว
ผักกาดขาว หรือ กะหล่ำปลี 1 หัว
น้ำปลา
มะนาว

วิธีทำ
  1. เอาปลานิลที่ขอดเกล็ด และผ่าท้องเรียบร้อยแล้ว ล้างให้สะอาด เอาผักเรียงบนจาน และนำปลามาวางลงบนผัก แล้วนำไปนึ่งในลังถึงจนปลาสุก น้ำจากปลาและน้ำผัก จะซึมออกมา (รสชาติหวานน้ำผัก และ มันจากน้ำมันปลาที่ออกจากตัวปลา)
  2. นำน้ำพริกนรกใส่น้ำปลา และ น้ำมะนาว ก็เป็นน้ำจิ้มปลา ที่แสนง่าย และอร่อยแล้ว
เพียงแค่นี้ก็เป็นอาหารเย็นที่ราคาไม่แพงเลย รับรองเมนูนี้ราคาไม่ถึง 50 บาท ชัวร์ แถมยังทานกันได้ทั้งครอบครัวอีกด้วย

เคล็ดลับ ในการล้างปลาไม่ให้มีกลิ่นคาว ให้นำนมจืดมาล้าง โดยแช่ปลาทิ้งไว้สัก 5-10 นาที ไม่ต้องล้างน้ำซ้ำ แล้วนำไม่ประกอบอาหารได้เลย รับรองไม่มีกลิ่นคาวมากวนใจแน่นอน

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาหารสุขภาพวันนี้ "ข้าวผัดกะเพรา"

วันนี้มีอาหารจานเดียว ทำง่าย แถมอร่อย มาแบ่งปันกันค่ะ

ส่วนผสม
ข้าวสวย 250 กรัม
น้ำผัดกะเพรา 70 กรัม
ไก่ 80 กรัม
น้ำซุป 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้าสดหั่นแฉลบ 5 กรัม
ใบกะเพรา 10 กรัม

ส่วนผสมน้ำปรุงรส
ใบกะเพรา 10 กรัม
พริกขี้หนูเม็ดใหญ่แดง หรือ เขียว 35 กรัม
กระเทียม 75 กรัม
หอมแดง 25 กรัม
ข่าแก่ 10 กรัม
พริกไทยดำป่น 2 กรัม
น้ำปลา 75 กรัม
กะปิ 3 กรัม
น้ำตาลปี๊บ 20 กรัม
เกลือป่น 5 กรัม
น้ำมันพืช 100 กรัม
แซนแทนกัม 1 กรัม
น้ำ

วิธีทำ
ผสมน้ำกับแซนแทนกัมให้เข้ากันดี
โขลกพริกขี้หนู กระเทียม หอมแดง ข่า พริกไทยดำ กะปิ พอเข้ากัน ใส่ใบกะเพราโขลก หยาบๆ
ผัดน้ำพริกรวมกับน้ำมันร้อน ให้สุก ปรุงรสด้วย เกลือป่น น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา เติมน้ำที่ผสมแซนแทนกัม เดือดทั่วกันดีแล้วยกลง
ผัดไก่กับน้ำมันพืช พอไก่สุกใส่พริกชี้ฟ้า ข้าวสวย น้ำปรุงรส ผัดรวมกัน จนน้ำปรุงรสและข้าว เข้ากันดี ใส่ใบกะเพรา ตักเสิร์ฟร้อนๆ

คุณค่าของสมุนไพรไทย * ที่มา : ผศ.ดร.อัญชนีย์ อุทัยพัฒนาชีพ และคณะฯ
ใบกะเพรา : ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด และโรคมะเร็ง ช่วยเสริมสร้าง กระดูกและฟัน
พริกขี้หนูเม็ดใหญ่แดง ?เขียว : ช่วยเจริญอาหาร ขับลม เป็นยาระบาย ช่วยขับเสมหะ แก้หวัด
หอมแดง : ช่วยบรรเทาอาการหวัด หายใจไม่ออก
กระเทียม : ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด โรคมะเร็ง การอักเสบ รักษาโรคผิวหนังจากเชื้อรา
ข่าแก่ : ช่วยขับลม แก้อาการแน่น จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

5 ขั้นของความสุข ... ว. วชิรเมธี

ท่าน ว.วชิรเมธี จะมาแนะ 5 ขั้นของความสุขให้รู้จัก

เชื่อแน่ว่าความสุขที่ทุกคนปรารถนา ใช่ว่าจะได้มาเหมือนกันทุกคน เพราะคนที่ปรารถนาความสุข แล้วมีความสุขนั้น คือคนที่เรียนรู้ว่าจะแสวงหาความสุขได้อย่างไร

ในทางพุทธศาสนามีพุทธสุภาษิตอยู่บทหนึ่งกล่าวไว้ว่า อยากมีความสุข หากแสวงหาถูกวิธี ก็ย่อมจะมีความสุข ส่วนใครอยากมีความสุข แต่คุณแสวงหาไม่ถูกวิธี ก็จะไม่พบกับความสุข ฉะนั้นถ้าเราอยากจะมีความสุข ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า ความสุขนั้นมีกี่ขั้น เพราะเรามีความสุข เราจะได้รู้ว่าสุขที่เรามีเป็นสุขขั้นไหน แล้วเราจะพัฒนาความสุขนั้นขึ้นไปได้อย่างไร จึงจะพัฒนาตัวเองขึ้นไปจนเป็นผู้ที่มีความสุขแท้

พระพุทธศาสนาบอกว่า ความสุขของมนุษย์ มี 5 ระดับ ได้แก่
  1. สุขเกิดจากความมี เป็นความสุขในระดับเศรษฐกิจ มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตลอดจนถึงมีอิสรภาพในการใช้ความคิด คนเราพอมีปัจจัยพื้นฐานหรือปัจจัยสี่แล้ว ชีวิตก็มีความสุข ลองไปถามดูสิว่า ใครไม่อยากมีบ้าน ใครไม่อยากมีรถ ใครไม่อยากมีเงิน ทุกคนอยากมีบ้าน อยากมีรถ อยากมีเงินจับจ่ายใช้สอย เราอยากกินอิ่ม นอนอุ่น เหล่านี้เรียกว่าความสุขจากความมี ที่เราแสวงหากันทุกวันนี้ก็เพื่อตอบโจทก์จากความมีทั้งนั้น ทุกคนอยากมี ใครๆ ก็อยากมี ไม่มีใครอยากเป็นคนจน เราจึงมีวลีอยู่วลีหนึ่งว่า "มั่งมีศรีสุข" หมายความว่า ถ้าเราเป็นคนมีมากๆ ซึ่งเราใช้คำว่า มั่งมี ก็จะก่อเกิดความสุขที่เป็นเกียรติเป็นศรี ซึ่งใช้คำว่า ศรีสุข แล้วเรียกรวมกันว่า มั่งมีศรีสุข สะท้อนชุดความคิดที่ว่า การมีสิ่งต่างๆ นั้น ก่อให้เกิดความสุข ความสุขนี้เรียกสั้นๆ ว่า มั่งมีศรีสุข
  2. ความสุขจากความดี คือเราได้ทำคุณงามความดีเอาไว้มาก พอระลึกนึกถึง เราก็เกิดความปิติ เกิดความภาคภูมิใจในคุณงามความดีที่เราได้บำเพ็ญเอาไว้ จิตใจถูกหล่อเลี้ยงด้วยคุณงามความดี จิตใจถูกหล่อเลี้ยงด้วยความภาคภูมิใจ เราก็เลยรู้สึกว่าชีวิตนั้นมีความอยู่เย็นเป็นสุข เป็นความสุขด้านใน
  3. สุขจากการมีความรู้ คนเราพออยากรู้อะไรแล้วได้แสวงหา จนกระทั้งค้นพบความจริง แล้วเราก็มีความรู้ ความรู้ก่อเกิดความสุข เช่น ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าจนลืมกินข้าว ‘มาดามแมรี คูรี่’ อ่านหนังสือสอบจนลืมกินข้าว ‘โทมัส อัลวา เอดิสัน’ มีความสุขกับการทดลอง เพราะฉะนั้นนักวิชาการทั้งหลายจึงให้ความสำคัญน้อยมากกับเรื่องความร่ำรวย กับเรื่องเกียรติภูมิในสังคม แต่ให้ความสำคัญอย่างสูงยิ่งกับการทำงานเชิงวิชาการ ความสุขจากการแสวงความรู้ ก็เป็นความสุขที่ประณีตขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
  4. ความสุขจากความสงบ ร่มเย็น เพราะว่ามีสุขภาพดี เพราะว่ามีอิสรภาพในการใช้ปัญญา เพราะว่ามีจิตที่เป็นสมาธิ เบิกบานผ่องใส ก็เป็นชีวิตที่มีความสุขอันประณีต ความสุขอย่างนี้บางทีเราก็ใช้คำว่า สมาธิสุข สุขที่เกิดจากสมาธิ คือสภาพชีวิตที่ราบรื่น เรียบร้อย รื่นรมย์ เราสามารถอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุขโดยที่ขึ้นต่อคนอื่นน้อยลง แต่เป็นความสุขของจิตใจที่แจ่มใส เบิกบาน สงบนิ่งล้วนๆ
  5. วิมุติสุข สุขจากการเป็นอิสระจากความอยาก คนทั่วไปนั้นพยายามเรียกร้องเสรีภาพที่จะอยาก คืออยากอย่างเสรี มนุษย์ทั่วไปอยากอะไรแล้วได้สมอยากก็มีความสุขใช่ไหม มนุษย์ทั่วไป ไปได้แค่นั้น แต่ในทางพุทธศาสนา เราถือกันว่าความสุขที่แท้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการตอบสนองความอยาก แต่ความสุขที่แท้เกิดขึ้นจากการเป็นอิสระจากความอยาก ใครเป็นอิสระจากความอยาก คนนั้นก็มีวิมุติสุข คือความสุขจากอิสระของจิตใจที่ไร้มลทิน เพราะไม่มีกิเลสมาพันธนาการเอาไว้
ใครก็ตามที่อยากมีความสุข นอกจากจะต้องแสวงหาให้ถูกวิธีแล้ว ก็ต้องรู้ด้วยว่าความสุขมีกี่ประเภท เราจะได้ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นในความสุขชนิดใดชนิดหนึ่ง แล้วก็บอกตัวเองว่าฉันประสบความสำเร็จแล้วในชีวิต

บางทีมันอาจจะเป็นบันไดขั้นแรกของความสุข แล้วคุณก็ติดอยู่บันได้ขั้นแรก แล้วก็หลงภูมิใจ บอกใครต่อใครเขาไปทั่วว่าคุณมีความสุข ทั้งที่จริงมันเป็นเพียงแค่โรงเรียนอนุบาลของความสุข ทั้งที่จริงคุณควรไปจะไปถึงอุดมศึกษาของความสุขมากกว่า...

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

4 วิธีดับทุกข์ เมื่อทำงานกับคนเจ้าปัญหา


เทคนิคทำงานแบบไม่ทุกข์แม้ต้องร่วมงานกับคนเจ้าปัญหา

วันๆ เราต้องเจอกับผู้คนร้อยแปดประเภท เราไม่อาจเลือกคบกับคนที่มีลักษณะไม่ตรงใจเราได้ ทว่าเมื่อไหร่ที่เราเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ สิ่งที่เราต้องทำคือสามารถทำงานกับคนได้ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งคนเจ้าปัญหา เพราะการโบ้ยความเสียหายของงานว่าเกิดจากผู้ร่วมงานย่อมฟังไม่ขึ้น เผลอๆ บริษัทจะมองว่าเราเป็นตัวปัญหาด้วยซ้ำ ฉะนั้นลองทำความเข้าใจกับพวกเขาเหล่านี้และลุยงานตรงหน้าให้เสร็จดีกว่า
  • ทำใจ ปล่อยวาง การทำงานร่วมกับคนที่เราไม่สามารถควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการได้คงไม่มีอะไรทำง่ายกว่าทำใจ ลำพังแค่จัดการกับชีวิตของตัวเองให้เป็นอย่างที่เราต้องการก็เป็นเรื่องยากพอแล้ว ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องเปลี่ยนแปลงให้คนอื่นเป็นไปอย่างที่เราต้องการ เมื่อเราปล่อยวางเรื่องของคนอื่นแล้ว ชีวิตก็จะมีเรื่องให้เครียดน้อยลงไปอีก
  • คิดเสียว่ามาทำงาน การมาทำงานย่อมต้องเจอกับคนสารพัดรูปแบบ เมื่อเข้ามาในออฟฟิศก็ขอให้ถอดหัวใจเก็บเอาไว้ก่อน แล้วบอกตัวเองว่านี่เป็นแค่ที่ทำงานแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่โลกทั้งใบของเรา และเมื่อไรที่ก้าวเท้าออกจากที่ทำงานก็ขอให้ทิ้งปัญหาไว้ตรงนั้น อย่าปล่อยให้มันไปรบกวนชีวิตอันแสนสุขของเราเด็ดขาด
  • มองผู้อื่นด้วยใจเมตตา คนเราไม่มีใครแย่ไปหมดทุกอย่าง หากเราได้มีโอกาสมองจากมุมคนเจ้าปัญหา เราอาจพบปัญหาบางอย่างในชีวิตของเขา ที่อาจส่งผลให้เจ้าตัวต้องสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้างก็ได้ คิดเสียว่ายังอย่างน้อยเราก็โชคดีที่ชีวิตของเราไม่ได้มีปัญหามากมายขนาดนั้น
  • ถือเป็นบททดสอบทางจิตใจ การเจอเรื่องยากๆ แต่ละครั้งย่อมเป็นการทดสอบจิตใจของตัวเราว่าจะผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไปได้สวยงามแค่ไหน หากเราทนกับคนเจ้าปัญหาและยังสามารถทำงานร่วมกับพวกเขาได้ ก็ถือว่าสอบผ่านแบบทดสอบทางจิตใจที่จะทำให้เราเป็นคนใจเย็นขึ้น ใจกว้างขึ้น อดทนมากขึ้น
แล้วชีวิตการทำงานจะมีความสุขไปทุก ๆ วัน

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

10 วิธีทะเลาะอย่างสร้างสรรค์


ประมาณ 2 เดือนก่อนเราได้แนะนำ กฎ 10 ข้อควรจำก่อนทะเลาะกัน เพื่อให้มีสติก่อนจะมีคำพูดที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียใจ แต่ ความเข้าใจผิดหรือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันนับเป็นเรื่องปกติสามัญในชีวิตคู่ การเรียนรู้ที่จะจัดการกับความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์คือสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตรักที่ยั่งยืน ด้วย 10 ข้อควรจำง่ายๆ เหล่านี้จะช่วยให้การทะเลาะของคุณไม่กลายเป็นกิจกรรมบ่อนทำลายความสัมพันธ์ไปเสียก่อน
  1. ทะเลาะทีละเรื่อง อย่าขุดเอาความไม่พอใจเก่าๆ ขึ้นมายำใหญ่ใส่กันในทีเดียว เพราะแทนที่จะได้ข้อสรุปของหัวข้อที่ถกเถียงกันแต่แรก จะกลายเป็นการระเบิดสงครามอารมณ์ใส่กันเปล่าๆ
  2. อย่าจับผิดรายละเอียดเล็กน้อย อย่าเถียงกันว่าเขาลืมไปรับของสำคัญของคุณวันจันทร์หรือวันอังคาร ประเด็นคือ ‘เขาลืมของสำคัญของคุณ' ไม่ใช่ ‘วันไหน' ที่เขาลืม
  3. เริ่มต้นประโยคด้วยคำว่า "ฉัน" พูดว่า "ฉันไม่พอใจเวลาคุณทำแบบนั้น" แทนที่จะพูดว่า "คุณทำให้ฉันไม่พอใจเวลาทำแบบนั้น" การขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า "คุณ" จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกถูกกล่าวโทษ ขณะการขึ้นต้นด้วยคำว่า "ฉัน" คือการบอกกล่าวความรู้สึกของคุณ
  4. อย่าพูดว่า "ไม่เคย" "เสมอ" "ควร" และ "ไม่ควร" เพราะเป็นคำที่ฟังดูแข็งกระด้างและมีแนวโน้มจะทำให้ผู้ฟังไม่พอใจได้ง่าย และเอาเข้าจริงมันก็ไม่ถูกเสมอไป เช่นหากคุณพูดว่า "คุณไม่เคยจำเรื่องสำคัญของฉันได้เลย" รับรองว่าเกือบทั้งร้อยอีกฝ่ายต้องตอกกลับมาว่า "แล้วตอน...ล่ะ"
  5. ใช้เหตุผลและความคิดเห็นที่เป็นของคุณ อย่าพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าด้วยการเอาความคิดเห็นของคนอื่นเข้ามาเอี่ยวด้วย พึงระลึกไว้เสมอว่า นี่เป็นเรื่องของคุณ 2 คนเท่านั้น
  6. พยายามอยู่ในอิริยาบถผ่อนคลายและอย่าลืมหยุดพักหายใจ การนั่งลงและอยู่ในอิริยาบถสบายๆ จะช่วยให้คุณสงบจิตสงบใจได้ดีกว่าการเดินพล่านไปทั่วห้อง
  7. อย่าสบถ พูดคำหยาบคาย หรือด่าทอ การต่อว่าว่าเขาแสนจะขี้เกียจ อ้วนพุงพลุ้ย หรือคิดมากไม่เข้าเรื่อง ไม่เคยช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้เลย
  8. พยายามสังเกตความรู้สึกของตัวเองและบอกให้เขารับรู้ การบอกว่า "ฉันกลัวว่าคุณจะไม่รักฉัน" จะช่วยให้เขาเข้าใจคุณได้มากกว่าการพูดว่า "คุณทำตัวเหมือนไม่รักฉันเลย"
  9. อย่าขัดคอ อย่าเถียงขึ้นมาขณะอีกฝ่ายกำลังอธิบาย หรือเอาแต่พูดพล่ามยืดยาวอยู่ฝ่ายเดียว หรือไม่พูดอะไรเลยและหวังว่าเขาจะอ่านใจคุณออก
  10. ขอเวลานอก หากคุณหรือใครคนใดคนหนึ่งเริ่มรู้สึกรุนแรงจนอาจควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ควรหยุดการถกเถียงและแยกย้ายไปสงบจิตสงบใจสักพัก จนอารมณ์เย็นลงด้วยกันทั้งสองฝ่ายจึงค่อยมาปรับความเข้าใจกันใหม่
พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะการโต้วาทีในครั้งนี้หรือไม่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหากความสัมพันธ์อันมีค่าของคุณต้องสูญเสียความรู้สึกที่ดีไป ทุกครั้งที่เกิดความไม่ลงรอย สิ่งที่คุณต้องจัดการคือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ คู่รักของคุณ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
นิตยสาร Woman Plusภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มะละกอเสริมกระดูกของผู้หญิง


มีแคลเซียมสูง-ย่อยสลายได้ง่าย

ที่ขึ้นหัวมาแบบนี้ ก็เพราะสรรพคุณของเจ้ามะละกอลูกหนึ่งนั้น มีมากมายเหลือคณานับ แล้วรู้กันหรือเปล่าว่า มะละกอเนี่ยมีแคลเซียมที่สูงและเป็นแคลเซียมสามารถย่อยได้ง่ายกว่าแคลเซียมจากนมหรือกระดูกสัตว์ซะด้วย

โดยเฉพาะสาวๆ ควรอย่างยิ่งที่จะรับประทานมะละกอ ไม่ว่าจะสุกหรือดิบเพื่อเป็นการป้องกันโรคกระดูกเสื่อมก่อนวัยอันควรด้วยนะ แล้วเอนไซม์ในมะละกอยังช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้สดใสเปล่งปลั่งขึ้นด้วยล่ะ เห็นทีคงต้องหามาหม่ำกันบ้างแล้วล่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แฉศูนย์รับเลี้ยงเด็ก 90% ต่ำกว่ามาตรฐาน


นายกิตติ สมานไทย ผอ.สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุ (สท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า จากการที่สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชนผู้ด้อยโอกาสฯ ได้สำรวจศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ พบว่า ศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ พบว่า ศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน โดยศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 3-5 ขวบ ทั้งของภาครัฐและเอกชนขณะนี้มีประมาณ 20,000 แห่งทั่วประเทศเป็นศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยที่อยู่ภายใต้การดูแลของส่วนท้องถิ่นและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 18,000 แห่ง และเป็นศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยที่จดทะเบียนกับ พม.และกระทรวงแรงงานอีกอย่างละ 1,000 แห่ง ในจำนวนศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยทั้งหมดมีเพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้นที่ได้มาตรฐาน

ผอ.สท.กล่าวต่อว่า เนื่องจากปัจจุบันผู้ปกครองมักไม่ค่อยมีเวลาเลี้ยงดูบุตรหลาน จึงนิยมส่งเข้าศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัย เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมเด็กก่อนเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษา โดยเด็กที่อยู่ในศูนย์รับเลี้ยงเด็กส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 3-5 ขวบ ซึ่งถือเป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการทางสมองดีที่สุด มีการพัฒนาการเรียนรู้และจินตนาการหากไม่มีการกระตุ้นหรือเตรียมพื้นฐานที่ดี จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กที่ช้าลง ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทยที่พบว่า ปัจจุบันเด็กไทยมีพัฒนาการทางสมองล่าช้า โดยเด็กวัยเรียนร้อยละ 15-28 มีไอคิวเฉลี่ยที่ประมาณ 88-91 ขณะที่เกณฑ์ปกติคือ 90-100

นายกิตติกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ พม.ได้เร่งกำหนดมาตรฐานของศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัย เพื่อให้ทุกแห่งยึดปฏิบัติ เช่น ด้านบุคลากร ผู้ดูแลเด็กต้องผ่านการอบรมด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยก่อนอย่างน้อย 2 ปี ด้านสถานที่ตั้งต้องเหมาะสมอุปกรณ์การเรียนการสอน อาหาร และของเล่นต้องมีมาตรฐาน ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กเล็กได้รับบริการและสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กที่พึงจะได้รับ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“ลูกพลับ” ผลไม้ทรงคุณค่ารักษาโรคได้


ตรุษจีนนี้คุณมี “ของขวัญ” ในดวงใจที่จะมอบให้คนที่คุณรักหรือยัง? ถ้ายังลองนำเจ้าผลไม้ชนิดนี้ไปฝากเขาเหล่านั้นกัน ผลไม้ลูกกะทัดรัด เปลือกสีเหลืองทองอร่าม เนื้อหวาน กรอบ อร่อย จนทำให้หลายคนติดใจเมื่อได้ลิ้มรสมาแล้ว เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ลูกพลับ”

ลูกพลับเป็นผลไม้นำเข้าจากประเทศจีน คนจีนถือว่าเป็นผลไม้มงคล จึงนิยมกินกันมากในช่วงเทศกาล แม้ปัจจุบันที่ จ.เชียงรายก็มีปลูกบ้างแล้วซึ่งราคาก็ถูกกว่าด้วย แต่ลูกพลับจีนก็ยังครองตลาดอยู่ดีเพราะมีผลที่น่ารับประทานกว่า แต่ไม่ว่าจะพลับไหนๆ ก็ต่างมีประโยชน์มากมายด้วยกันทั้งสิ้น

ลูกพลับสด มักถูกจัดเข้าไปอยู่ในกระเช้าของขวัญต่างๆ เนื่องจากรูปลักษณ์และรสชาติที่ถูกใจถูกปากผู้รับนอกจากนั้นที่สำคัญ ลูกพลับเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยามากมาย อันได้แก่ ลดอาการปวดท้องที่เกิดจากความเย็น เช่น ปวดประจำเดือน หรือปวดโรคบิด แก้ไอหรือเจ็บคอก็ได้ด้วย และทีเด็ดของลูกพลับนั้นก็คือ ช่วยลดความดัน ซึ่งสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นความดัน ก็ขอแนะนำให้หามารับประทานวันละลูก จะดีต่อสุขภาพมาก
และไม่ใช่ว่าลูกพลับสดจะมีประโยชน์เท่านั้น ลูกพลับแห้ง ที่ถูกนำมาแปลรูปแล้ว ก็มีสรรพคุณทางยาไม่แพ้กัน คือช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และผู้ที่ท้องอืด จุกเสียดแน่นเฟ้อ ลูกพลับแห้งนี้ก็สามารถบรรเทาอาการได้อย่างดีทีเดียว
ช่วงนี้ ก็เป็นฤดูลูกพลับ มีลูกพลับออกมาขายตามท้องตลาดมากมาย ราคาโดยเฉลี่ยก็แค่ประมาณลูกละ 10 บาทเท่านั้น เหมาะแก่การซื้อหามารับประทานหรือซื้อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้เป็นอย่างยิ่ง ของดีอยู่ใกล้ตัวแค่นี้ ลองหามารับประทานกันดูนะค่ะ!!

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
สสส http://www.thaihealth.or.th

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

"พริกไทย" เครื่องยาไทย


ไล่ลม ลดไขมัน รักษากระเพาะ

พริกไทย เป็นพืชทางด้านอาหารและยาที่มีการใช้ประโยชน์มาช้านาน เป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่มีอิทธิพลต่อการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ ในยุคล่าอาณานิคม จนเป็นชนวนเหตุให้ประเทศที่มีการปลูกพืชเครื่องเทศทั้งหลายถูกล่าเป็นเมืองขึ้นมาแล้ว พริกไทยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดแถบอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยมีพื้นที่การเพาะปลูกมากที่จังหวัดจันทบุรี และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย

คนไทยรู้จักใช้พริกไทยมาประกอบอาหาร ที่สำคัญยังนำไปเข้าเครื่องยาไทยและทำเป็นยารักษาโรคอีกหลายตำรับ พริกไทยนั้นมีรสเผ็ดร้อน เหมาะกับคนธาตุลมที่เกิดในเดือนเมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน ที่มีจุดอ่อนทางสุขภาพเจ็บป่วยง่ายในฤดูฝน เป็นช่วงที่ความร้อนกับลมกระทบกัน จึงมีผลต่อคนธาตุลมให้เจ็บป่วยได้ง่ายกว่าคนธาตุอื่นๆ หมอแผนไทยมีตำรับยาแต่งรักษาเป็นยาปรับธาตุตามฤดูกาล คือ ตรีผลา ยาประจำฤดูร้อน, ตรีสาร ยาประจำฤดูหนาว และตรีกฏุก ยาประจำฤดูฝน ประกอบด้วย เหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี ตัวยาทั้งสามชนิดมีฤทธิ์เด่นทางขับลม ช่วยปรับธาตุลมที่อยู่ในภาวะหย่อน กำเริบหรือพิการให้สมดุล ลดอาการเจ็บป่วยของบุคคลนั้น

สรรพคุณของพริกในตำรับยาโปราณ ระบุไว้ว่า ดอกพริกไทย ใช้แก้ตาแดงเนื่องจากความดันโลหิตสูง เมล็ดพริกไทยใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ย่อยพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ใช้ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้มุตกิด (ระดูขาว) แก้ลมอัมพฤกษ์ นอกจากนี้ ในเมล็ดพริกไทยยังมีสารสำคัญซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ใบพริกไทยใช้แก้ลม จุกเสียด แก้ปวดมวนท้อง เถาใช้แก้อุระเสมหะ แก้ลมพรรดึก แก้อติสาร (โรคลงแดง) รากพริกไทย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน และช่วยย่อยอาหาร ที่สำคัญยังเป็นหนึ่งในยาที่มักนิยมนำไปเข้าเครื่องยาอายุวัฒนะด้วย

พริกไทยที่เราใช้ประโยชน์ในปัจจุบันมีอยู่ 3 แบบ คือ พริกไทยสด พริกไทยดำ และพริกไทยล่อน เคยมีคนจำนวนมากสับสนระหว่างพริกไทยดำและพริกไทยล่อน คิดว่าเป็นชนิดหรือสายพันธุ์ของพริกไทย เพราะในตำรายาบางตำรับจะใช้พริกไทยล่อน บางตำรับจะใช้พริกไทยดำ ซึ่งทั้งสองชนิดก็คือพริกไทยสดที่นำมาแปรรูปเพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ พริกไทยดำคือการนำเอาพริกไทยสดมาตากให้แห้งให้ผิวเหี่ยวย่นจนกลายเป็นสีดำ ส่วนพริกไทยล่อนทำโดยเก็บช่อพริกไทยแก่มาตากแดดเล็กน้อย แล้วนำไปนวดเพื่อแยกเมล็ดออก ใส่กระสอบแช่น้ำ 7-14 วัน แล้วจึงนำเข้าเครื่องนวด ขัดผิวให้หลุดเหลือแต่เมล็ดใน แต่สารสำคัญต่างๆ ของพริกไทยจะอยู่ในพริกไทยดำมากกว่าพริกไทยล่อน

ตำรับยาโบราณที่ใช้พริกไทยเข้ายามีหลายตำรับ อาทิ ยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย เอาข้าวสารคั่วเกลือทะเล พริกไทยล่อน เอาอย่างละเท่าๆ กันบดผงปั้นกับน้ำผึ้ง เม็ดเท่าเมล็ดพุทรา กินครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารเช้า - เย็น และก่อนนอน แก้ผอมแห้งแรงน้อย สุขภาพอนามัยดี ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน แก้ไข้เรื้อรัง มีไข้ต่างๆ ตลอดเวลาไม่ยอมหาย ให้เอาใบกะเพราแห้ง ใบบัวบกแห้ง พริกไทยดำ สิ่งละเท่าๆ กัน บดเป็นผงปั้นเป็นเม็ดเท่าไข่จิ้งจก กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 เวลา เช้า - เย็น กระดูกหัก ใช้เปลือกต้นของสบู่ขาว ร่วมกับต้นส้มกบ และพริกไทย 5 เม็ด ตำผสมเหล้าขาวแล้วผัดให้อุ่น พอกให้หนา แล้วใช้ไม้พันผ้าให้แน่น ยากินให้ผิวสวยเสมอ เอาขมิ้นอ้อย กระชาย แห้วหมู พริกไทย ทุบๆ แล้วดองด้วยน้ำผึ้ง กินก่อนนอนทุกวัน ผิวท่านจะสวยเสมอ

ตะขาบกัด ใช้ผงพริกไทยโรยบริเวณแผล ปวดฟัน ใช้พริกไทย พริกหาง บดเป็นผง ผสมยาขี้ผึ้งปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ใช้อุดฟันที่ปวด ท้องอืดอาหารไม่ย่อย ใช้พริกไทยแช่ในน้ำส้มสายชูทิ้งไว้นานสัก 2 ชั่วโมง นำไปตากแห้งแล้วนำกลับมาบดเป็นผงให้ละเอียด ผสมกับน้ำส้มสายชูที่ใช้แช่นั้น แล้วปั้นเป็นเม็ดใช้รักษา รักษาอาการเมื่อยขบ เป็นเหน็บชาง่ายในฤดูหนาวหรือฤดูฝน โดยใช้ไข่ไก่ น้ำกะทิ และพริกไทย ตีให้เข้ากันแล้วตุ๋นให้สุก และนำพริกไทยล่อนเข้าเครื่องยากับเปลือกไข่ไก่ นำไปผิงไฟให้เหลืองแล้วบดเป็นผงละเอียดผสมกับน้ำต้มสุก ใช้รักษาอาการชักจากการขาดแคลเซียม

ในยุคที่น้ำมันหอมระเหยเข้ามามีบทบาทในวงการสุขภาพมาก ยังพบว่าพริกไทยได้ถูกนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย หรือที่เรียกว่า black pepper oil ที่สกัดจากพริกไทยดำ มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวด ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก กระตุ้นกำหนัด ต้านพิษ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย ลดไข้ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท รักษาโรคกระเพาะ

ปัจจุบันมีงานศึกษาวิจัยในการใช้ประโยชน์อื่นๆ ของพริกไทยอย่างน่าสนใจ โดยส่วนหนึ่งของงานวิจัยก็เป็นการยืนยันสรรพคุณของการใช้มาตั้งแต่โบราณ และอีกส่วนหนึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดทางนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น งานวิจัยที่พบว่าพริกไทยมีสารต้านการก่อมะเร็ง ช่วยเร่งการทำงานของตับให้ทำลายสารพิษได้มากขึ้น ใช้น้ำมันหอมระเหยรักษาผู้ติดบุหรี่ พบว่าช่วยลดความอยากและความหงุดหงิดลงได้ ที่น่าสนใจเป็นการวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่พบว่าป้องกันโรคความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา และที่กำลังเป็นเงินเป็นทอง สร้างรายได้ให้กับผู้ค้าสมุนไพรไม่น้อยตอนนี้ คือการนำสารสกัดพริกไทยไปผลิตเป็นครีมหรือเจลลดความอ้วน ซึ่งเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ง่าย และอาจมีการนำไปปรุงแต่งเข้าเครื่องยากับสมุนไพรอื่นๆ ที่มีสรรพคุณคล้ายคลึงกันเพื่อเสริมฤทธิ์การลดไขมัน ก็นับว่าเป็นก้าวย่างของการแปรรูปผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าอย่างน่าสนใจ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
เวปไซด์หนังสือพิมพ์ไทยโพส์ต
ภาพประกอบ จาก อินเตอร์เน็ต




วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ดื่มอย่างไร ไม่เมาหัวทิ่ม


ไม่ว่าจะเป็น เบียร์ ไวน์ หรือเหล้า ต่างก็เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม และเมื่อดื่มเข้าไปแล้วมันจะดูดซึมเข้าไปในร่างกายอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องอาศัยน้ำย่อยก็แทรกซึมไปทั่ว ยิ่งดื่มมากและเข้มข้นก็จะมีระดับของแอลกอฮอล์ในเลือดและลมหายใจสูง นั่นแสดงว่าเมาเข้าแล้ว

ทราบกันหรือไม่ว่าทำไมบางคนเมาง่าย แต่บางคนเมาช้ากว่า?
  1. พฤติกรรมการดื่ม เครื่องดื่มที่ มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประมาณ 20% โดยปริมาตรจะถูกดูดซึมเข้าเลือดได้ดีที่สุด ถ้าเข้มข้นสูงกว่านี้ แอลกอฮอล์จะไปกดอัตราการเปิดของวาล์วท้ายกระเพาะที่เชื่อมระหว่างกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ให้ทำงานช้าลง ทำให้การดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าระบบเลือดช้า ระดับของแอลกอฮอล์ในลมหายใจจะต่ำ
  2. เวลา ถ้าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แบบช้าๆ ค่อยๆดื่มไป จะทำให้อัตราการเพิ่มของแอลกอฮอล์ในเลือดเท่ากับอัตราการทำลายแอลกอฮอล์ของตับ ซึ่งจะมีผลทำให้แอลกอฮอล์ในเลือดต่ำ พูดง่ายๆ ก็คือเว้นระยะในการดื่มสักหน่อย เมาน้อยหน่อย
  3. อาหารในกระเพาะ ถ้าในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กไม่มีอาหารอยู่จะมีผลทำให้แอลกอฮอล์ถูกดูดซึมได้เร็ว (ทำให้เมาเร็ว) แต่ถ้ามีอาหารที่มีไขมันมากจะทำให้การดูดซึมช้า ดังนั้น จึงควรกินกับแกล้มเข้าไปด้วย อย่าดื่มเพียวๆ
  4. น้ำหนักของร่างกาย เนื่องจากร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำ 2 ใน 3 ส่วน ฉะนั้นคนที่น้ำหนักมาก เมื่อแอลกอฮอล์ถูกดูดซึมเข้าร่างกายจะทำให้แอลกอฮอล์ในเลือดมีความเข้มข้นน้อยกว่าคนที่มีน้ำหนักเบา คนอ้วนจะมีน้ำในร่างกายน้อยกว่าคนผอมถ้าน้ำหนักเท่ากัน เนื่องจากแอลกอฮอล์จะละลายได้น้อยในไขมันเมื่อเทียบกับน้ำ ด้วยเหตุนี้ ปริมาณความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดคนอ้วนจะสูงกว่าคนผอมเมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มี ส่วนผสมของแอลกอฮอล์เท่ากัน
สรุปว่าต้องดื่มแต่น้อย คอยเว้นระยะ กระเพาะต้องมีกับแกล้มสำรองไว้ ใครอ้วนมากก็เมาไว

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ฮวงจุ้ยห้องนอน เพื่อรักยืนยาว


การจัดห้องนอนมีผลต่อ "ความรัก" และ "การครองคู่" อยากให้รักแนบแน่น ชีวิตคู่ยืนนาน จัดฮวงจุ้ยห้องนอนให้ส่งเสริมกันดีกว่า
  1. เตียงนอน ควรใช้เตียงที่ทำจากไม้ เพราะเตียงนอนที่ทำจากโลหะนั้น เป็นสื่อนำไฟฟ้า ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของคุณ และพยายามนำเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรศัพท์มือถือ ออกห่างจากเตียงของคุณ
  2. แสงภายในห้อง ไม่ควรจะสว่างจ้าเกินไป (หยาง) หรือสลัวทึมเกินไป (หยิน) และอย่าลืมเรื่องเสียงรบกวนด้วย เพราะจะทำให้คุณและคู่รักหงุดหงิดได้
  3. ถ้าห้องนอนของมีหน้าต่างกระจกใส ที่สามารถชมวิวสวยๆ นอกบ้านได้ ไม่ควรวางเตียงติดหรือใกล้กระจกมากเกินไป แม้ว่าคุณอยากจะนอนชมวิวภายนอกใจจะขาด เพราะพลังที่ผ่านเข้ามาจากภายนอก แม้จะไม่ทำให้คุณกับเขามีเรื่องมีราวถึงกับต้องเลิกรากัน แต่ก็จะส่งผลให้นอนไม่หลับหรือฝันร้ายอยู่เรื่อยๆ
  4. ใต้เตียงนอน ไม่ควรเอาของที่ไม่ใช้แล้วไปเก็บไว้ โดยเฉพาะของที่แตกหักยับเยินห้ามเด็ดขาด! แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ไม่มีที่จะไว้ของแล้ว ก็ให้เลือกเก็บแต่ของใหม่ๆ ที่สำคัญต้องจัดให้เป็นระเบียบ ถ้าใต้เตียงรกมากๆ หรือเก็บของหักๆไว้ จะทำให้คุณหรือหวานใจมีสุขภาพไม่แข็งแรง แถมยังมีปากเสียงกันได้บ่อยๆ ด้วย
  5. หน้าต่างห้องนอน ควรใช้ม่านบังตามากกว่ามู่ลี่กันแดดที่ดูแข็ง ไม่มีความพลิ้วไหวเหมือนกับผ้า เพราะห้องนี้ต้องการบรรยากาศที่นุ่มนวล ไม่ใช่ความเป็นงานเป็นการมากนัก เชื่อกันว่าถ้าใช้ม่านบังตาติด จะช่วยเสริมโชคเรื่องความรัก
  6. หาแจกันดอกไม้ มาวางไว้ในห้องนอนสักหนึ่งอัน หรือจะเป็นกระถางต้นไม้ก็ได้ กระถางควรเป็นสีขาว ส่วนต้นไม้ให้เป็นสีแดงหรือสีชมพู จะช่วยเพิ่มพลังรักให้แข็งแรงมากขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการนำต้นไม้ใหญ่ไว้ในห้องนอน
  7. หัวเตียงและผนังด้านหัวเตียง สามารถออกแบบให้สวยงามได้ ถ้าเตียงตั้งตรงกับประตูทางเข้าห้องนอน ให้แขวนคริสตัลไว้ระหว่างเตียงและพื้นที่ส่วนนั้น
  8. อย่าหันหัวเตียงไปทางห้องน้ำเป็นอันขาด ดวงความรักที่กำลังรุ่งโรจน์อาจจะจะพุ่งลงเหวได้ง่าย เพราะจะต้องมีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันไม่หยุดหย่อน
  9. ไม่ควรหันปลายเท้าให้กับประตูห้องนอน เพราะเป็นสัญลักษณ์การนอนของคนตาย ไม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง หากปลายเตียงหันไปทางประตูห้องนอนพอดี จะมีเรื่องเดือดร้อนใจในครอบครัว สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง อาจมีคนเจ็บป่วยอยู่เรื่อยๆ ความอบอุ่นในบ้านจะลดน้อยลง ถ้าสุดจะเลี่ยง ก็ให้แก้ไขง่ายๆ ด้วยการติดกระจกบานเล็กๆไว้ที่ปลายเตียง เพื่อสะท้อนพลังอันเลวร้ายออกไป
  10. พื้นห้องนอนควรเป็นสีพื้นเรียบๆ อาจมีลวดลายสบายตาได้บ้าง แต่สีพื้นสีเดียวไปเลยจะดีที่สุด หากปูพรม อย่าเลือกพรมที่มีลวดลายฉวัดเฉวียนน่าเวียนหัว เพราะจะส่งผลให้ความรักของคุณวุ่นวาย
  11. อย่าใช้ผ้าห่มสีขาวเพราะหากนำมาคลุมร่าง จะเหมือนกับสัญลักษณ์ของคนตาย ผ้าปูที่นอนสีขาวแม้จะดูสะอาดสะอ้าน แต่ก็ไม่เหมาะกับห้องนอนนัก สีขาวโพลนจะส่งผลให้พลังความรักกระจัดกระจาย เลือกผ้าปูที่นอนที่มีสีจะดีกว่า
  12. หาผ้าที่ทอด้วยด้ายสีทองหรือผ้าที่เป็นสีทองวางไว้บนเตียง เนื้อผ้าที่ส่องประกายแวววาว จะช่วยให้คุณสร้างบทรักบนเตียงได้ละเมียดละไมหวิวไหวยิ่งขึ้น
  13. ถ้าช่วงไหนอารมณ์ร้อน อาจจะจากเรื่องงาน เรื่องเพื่อน จนพานโมโหคนรักบ่อยๆ ให้หาชามสวยๆ ใส่ก้อนหินหรือคริสตัลวางไว้ใต้เตียงนอน จะช่วยทำให้อารมณ์เย็นลง
  14. อยากให้ความรักของคุณมั่นคง ให้หาหินควอตซ์ สีขาวใส ก้อนใหญ่พอประมาณ มาวางไว้ใต้เตียง
  15. อย่าติดหลอดไฟที่ให้แสงส่องเป็นลำลงมาที่เตียงเป็นอันขาด เพราะความรักของคุณจะกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งเหยิง น่าปวดหัว ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้แขวนสร้อยลูกปัดที่ปลายเตียง เพื่อซึมซับพลังงานที่ขัดแย้ง
  16. หากคุณกำลังกังวลว่าเขากำลังจะมีกิ๊กหน้าใส ให้เปลี่ยนม่านหน้าประตูห้องนอน เป็นม่านที่ร้อยด้วยลูกปัด เชื่อกันว่าลูกปัดจะช่วยเก็บพลังงานรักให้อยู่เป็นที่เป็นทางไม่วอกแวกไปที่อื่น
  17. หากเตียงนอนอยู่กึ่งกลางระหว่างประตูสองด้าน เช่น ประตูเข้าห้องและประตูห้องน้ำ ให้ย้ายตำแหน่งของเตียง หรือไม่ก็หาฉากสวยๆ มากั้น เพื่อให้พลังงานความรักนั้นรวมกันเป็นหนึ่ง
ควรใช้เตียงที่ทำจากไม้ เพราะเตียงนอนที่ทำจากโลหะนั้น เป็นสื่อนำไฟฟ้า ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของคุณ และพยายามนำเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรศัพท์มือถือ ออกห่างจากเตียงของคุณ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ และภาพสวย ๆ จาก :

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ที่สุดความโรแมนติก พระจันทร์วันเพ็ญขึ้นที่อ่าวประจวบฯ


พระจันทร์วันเพ็ญขึ้นที่อ่าวประจวบฯ
ความโรแมนติกที่ซ่อนไว้ในหนึ่งเดือน
มีเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น
คือในวันขึ้น 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ

อ่าวประจวบฯ ทอดยาวเป็นวงโค้ง งดงามด้วยทัศนียภาพอันมีเรื่องราวตามตำนานพื้นบ้าน “ตาม่องลาย” ซึ่่งกล่าวถึงการกำเนิดของภูเขาและเกาะน้อยใหญ่ที่เรียงรายอยู่ในอ่าวประจวบฯ ไม่ว่ามุมไหนๆ ใครมองออกไปกลางอ่าว ก็จะพบว่าจินตนาการของคนโบราณนั้นสุดลึกล้ำ แต่เรื่องราวเหนือจินตนาการของพระจันทร์เพ็ญกลางอ่าวแห่งนี้ คือสุดยอดความโรแมนติกของเมืองไทย ที่คุณจะไม่มีวันลืม

เส้นทางการเดินทาง
จากกรุงเทพฯ เดินทางโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ต่อด้วยหมายเลข 4 ถึง จ.ประจวบฯ แยกซ้ายทางหลวงหมายเลข 326ไปถึงถนนเลียบชายทะเล เลี้ยวขวาไปทางกองบินน้อยที่ 5 มุมมองจะดีที่สุด

ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: ช่วงเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ คืนวันขึ้น 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ
ฤดูกาลที่ดีที่สุด: ฤดูร้อนราวเดือนมีนาคม
จุดชมวิวที่ดีที่สุด: อ่าวประจวบฯ บริเวณค่อนมา ทางกองบินน้อยที่ 5

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อที่ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ โทร. 032 513 885, 032 513 854

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :

เคยไหมที่ตกหลุมรักเพื่อน


หญิงชายสมัยนี้เป็นคู่ซี้กันมากขึ้น มากกว่าเพศเดียวกัน
ร่วมทุกข์ ร่วมสุขด้วยกัน กระทั่งเพื่อนๆ มองว่า
เป็นคู่รัก มากกว่า เพื่อน
เพราะรู้และเข้าใจทุกอารมณ์ของกันและกัน
บางคู่เมื่อหญิงและชาย แยกไปมีคนรักอย่างจริงจัง
ฝ่ายที่เหลืออยู่ จะรู้สึกเหงาและเดียวดาย
ส่วนผู้ที่จากไป จะรู้สึกกังวล ห่วงใย
กระทั่งคู่รักเกิดความหึงหวง ต้องแยกจากกันอย่างจริงจัง
แม้จะอาลัยอาวรณ์เพียงใดก็ตาม

หลายคนถูกเพื่อนตั้งคำถาม "ทำไมไม่จีบเป็นแฟนซะเลยหละ"
ผู้หญิงจะตอบว่า "รู้ไส้รู้พุง"
ผู้ชายจะตอบว่า "กระโดกกระเดกเหมือนม้าดีดกระโหลก"
แต่ทั้งสอง รู้ซึ้งถึงทุกอารมณ์ของกันและกัน
รู้ในสิ่งที่ชอบ ไม่ชอบ กิน ไม่กิน แทบจะพูดได้ว่า
แค่ขยับตัวก็รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึก และต้องการอะไร
การรู้ไส้ รู้พุง กันมากเกินไป ทำให้รักกันไม่ได้
เปล่าเลย - ความจริงคือ
คนสองคนไม่เคยมีบรรยากาศของความหวานซึ้ง อาจจะเคยมี
แต่ต่างฝ่ายต่างมองเห็นเป็นเรื่องขบขัน

คนแบบนี้หวงเพื่อนยิ่งกว่าจงอางหวงไข่
กว่าคนที่มีหัวใจจะบุกทะลวงผ่านมาได้
ต้องใช้ความพยายาม จนเพื่อนรักยอมรับ
คู่ซี้แบบนี้จำนวนมากต้องทนอยู่กับความเจ็บปวด
เมื่อสูญเสียอีกคนไป ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายจากไปก่อนเสมอ
ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงอ่อนไหว แต่เธอกลัว กลัวถูกทิ้ง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเป็นเพื่อนที่เธอรัก รักมาก
แต่เธอไม่รู้ว่า วันใดเขาจะมีคนรัก และจากเธอไป
ด้วยเหตุนี้
ผู้หญิงจึงตอบรับความรักของชายหนุ่มที่มาบอกรักเธอ
เพื่อนซี้บางคนถึงกับโวยวายว่า จะมีแฟนทำไมไม่บอก
เธอจะบอกเขาได้อย่างไร ในเมื่อเธอแคร์ความรู้สึกของเขา
กลัวเขาเจ็บปวด กลัวเขาโกรธ... ถึงอย่างไร
เธอไม่มีทางออก แม้ว่า
บางครั้งแววตาของเขาจะเต็มไปด้วยแววตัดพ้อต่อว่า
เพื่อนซี้บางคนโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตะคอกถามว่า
"อยากมีแฟนทำไมไม่บอก ฉันหาให้ก็ได้" หรือ
"ฉันนี่ไงแฟนเธอ แหม! คนเขารู้กันทั่ว"
รู้ว่าทั้งสองเป็นคู่ซี้กัน

อันที่จริง ความสัมพันธ์ ความผูกพันธ์ของคนสองคน
สนิทแนบแน่นกว่าคนรัก
และคนรักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับเพื่อนซี้เสมอ เช่น
จะต้องคอยบอกคนรักว่าชอบไม่ชอบ จึงคิดถึงเพื่อนซี้ว่า
ถ้าเป็นเพื่อนซี้ ไม่ต้องให้บอกว่า ไม่กิน ไม่ชอบ ไม่ไป ไม่เอา
การแยกจากเพื่อนซี้กลายเป็นความระทมขมขื่น
อันที่จริง การที่คนสองคนมีความเข้าใจกันอย่างถ่องแท้
แม้บนความเข้าใจนั้นจะอยู่บนพื้นฐานของความก้าวร้าวบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
คู่รักบางคู่โกรธกัน กล่าวคำหยาบคายยิ่งกว่าเพื่อนกับเพื่อน

คำว่า "เพื่อน" ต่างหาก ที่กางกั้น "ความรัก"
ความรู้สึกละอายใจเกินไป ไม่กล้าเอ่ยคำว่า "รักเธอ"
ความสนิทสนมมากเกินไป เกรงว่าจะได้รับเสียงหัวเราะแทนการตอบรับ
รู้สถานภาพของกันและกันมากเกินไป กลัวจะได้รับการดูแคลน
เล่นหัวกันจนหวั่นว่า จะไม่มีความซาบซึ้ง
ใกล้ชิดกันมากจนคิดว่า ไม่มีอารมณ์ทางเพศ
เหนือกว่าความหวาดกลัวทั้งหมด คือการกลัวความสูญเสีย
"สูญเสียความรักระหว่างเพื่อนกับเพื่อน"
บางรายเจ็บช้ำยิ่งกว่านั้น ถูกคนนอกวานให้เป็น พ่อสื่อ แม่สื่อ
และคนที่ถูกเสนอ มักเกิดความโกรธ น้อยใจ
ตัดสินใจรับรักประชดเพื่อนซี้
ต่างก็เจ็บปวดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
แล้วคุณล่ะ เคยไม๊ที่ตกหลุมรักเพื่อน

ขอขอบคุณบทความซึ้ง ๆ จาก :

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เตือน กินยาคุมนานเสี่ยง "มะเร็ง"


คุณสาว ๆ ที่ต้องพึ่งพายาคุมกำเนิดเตรียมอ่านข่าวนี้ไว้เป็นข้อมูลได้เลยค่ะ เพราะข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่า การกินยาคุมกำเนิดต่อเนื่องติดต่อกันไปนาน ๆ อาจจะทำให้เกิดโรคร้ายอย่างมะเร็งได้

โดยโรคที่ผู้หญิงกังวลทุกวันนี้หนีไม่พ้นโรคช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งเกิดจากการที่เลือดประจำเดือนบางส่วนไหลย้อนกลับทางหลอดมดลูก แทนที่จะไหลออกทางช่องคลอดตามปกติ จนไปฝังตัวที่รังไข่ทำให้เกิดเป็นถุงน้ำ เมื่อมีประจำเดือนจะมีเลือดออกทำให้ถุงน้ำใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และ จะรู้สึกปวดท้องมาในช่วงก่อน และหลังมีประจำเดือน

ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิดจะไม่มีประจำเดือน อาจช่วยลดความเสี่ยง แต่ถ้ากินยาคุมกำเนิดติดต่อกัน 3-5 ปี ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง โดยผู้หญิงโสดถึงจะมีประจำเดือนทุกเดือนก็ควรไปตรวจสุขภาพประจำปี เพราะหลายรายมารู้ตัวอีกทีก็มีอาการป่วยแล้ว ต่างจากหญิงที่แต่งงานแล้วจะตรวจเช็คร่างกายสม่ำเสมอ โดยปกติควรจะตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหากมีอาการปวดท้องน้อย และตกขาวผิดปกติให้รีบพบแพทย์

เพราะโรคมะเร็งปากมดลูกน่ากลัวกว่าที่คาดคิด ดังนั้นผู้หญิงทุกคนต้องระวังตัวไว้ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
SPICY


วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เรื่องขำๆ “ก่อนแต่งงาน - หลังแต่งงาน”




ก่อนแต่งงาน

เขา: ใช่เลย! ในที่สุดก็ถึงเวลาซักที ผมรอไม่ไหวแล้ว
เธอ: เธอคิดจะเลิกกับฉันไหม?
เขา: ไม่แน่นอน อย่าแม้แต่เพียงแค่คิด
เธอ: เธอยังรักฉันอยู่หรือเปล่า?
เขา: แน่นอน!
เธอ: เธอเคยคิดจะเอาเปรียบฉันบ้างหรือเปล่า?
เขา: ไม่หรอก! ทำไมเธอถามอย่างนี้ละ
เธอ: เธอจะจูบฉันไหม?
เขา: ได้ซิ!
เธอ: เธอจะทำร้ายฉันไหม?
เขา: ไม่มีทาง! ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น
เธอ: ฉันจะไว้ใจคุณได้ไหม?

ปัจจุบัน หลังจากแต่งงาน คุณแค่อ่านจากบรรทัดล่างสุด ขึ้นด้านบน………

ขอขอบคุณบทความขำ ๆ จาก :
Forward Mail เพื่อน

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Easy Tips by Yourself


เลือกทิปส์ง่าย ๆ สำหรับการดูแลเส้นผมมาฝากกันค่ะ บางครั้งมันอาจเป็นสิ่งที่เรามองข้ามไป เพราะฉะนั้นลองกลับไปทำดูนะค่ะ เพื่อผมที่สวยสุขภาพดีของตัวเอง
  1. เลือกใช้แชมพูสระผมชนิดที่เหมาะกับผมของเรา ถ้าเส้นผมมันมากให้ระวังการใช้ครีมนวดผม ควรใช้แชมพูอ่อน ๆ สำหรับเด็กจะเหมาะกว่า
  2. เมื่อไปว่ายน้ำหรือเล่นน้ำทะเลควรใช้แชมพูสระผมชนิดที่สามารถขจัดคลอรีน หรือชนิดที่บำรุงได้ล้ำลึกหลังการตากแดดเป็นเวลานาน ๆ เพื่อมิให้ผมเสียง่าย
  3. เว้นการดัดและทำสีแต่ละครั้งให้ห่างจากกันอย่างน้อย 2 เดือน
  4. ใช้ผ้าขนหนูซับน้ำจากเส้นผมให้แห้งแทนการเป่าไดร์เป็นประจำ
  5. หมัก และบำรุงผมด้วยครีมนวดผมชนิดเข้มข้นเดือนละครั้งเพื่อให้ผมนุ่มสลวย
  6. การขาดสารอาหารบางชนิด และความเครียด จะทำให้ผมหลุดร่วงง่าย
  7. อยากให้ผมหนานุ่มควรใช้โรลม้วนผมแทนการดัด
  8. แปรงผมวันละ 50 - 100 ครั้งเพื่อกระตุ้นหนังศีรษะ
  9. ถ้าผมไม่สกปรกนักก็ไม่จำเป็นต้องสระผมทุกวัน
  10. เวลาไปเที่ยวอาบแดดริมทะเล ควรชโลมครีมนวดผมเล็กน้อยให้ทั่วเพื่อบำรุงผม และป้องกันผมเสีย
  11. หมั่นใช้น้ำอุ่น ๆ สระผมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  12. ถ้าผมมันมาก หมักน้ำมันมะกอกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ๆ ละ 15 นาที
  13. ถ้าผมมันมาก ใช้มะกรูดสระผมในการสระผมรอบสุดท้าย หลังจากใช้แชมพูตามปกติ
  14. หมั่นกินตับสัตว์ งาดำ ถั่วดำ และเต้าหู้ เพื่อบำรุงรากผมให้แข็งแรง
  15. หมั่นเล็บปลายเส้นผมทุก 10 วัน เพื่อลดการแตกปลายสำหรับคนผมยาว
ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก : SPICY
ภาพประกอบอินเตอร์เน็ต