วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

4 วิธีดับทุกข์ เมื่อทำงานกับคนเจ้าปัญหา


เทคนิคทำงานแบบไม่ทุกข์แม้ต้องร่วมงานกับคนเจ้าปัญหา

วันๆ เราต้องเจอกับผู้คนร้อยแปดประเภท เราไม่อาจเลือกคบกับคนที่มีลักษณะไม่ตรงใจเราได้ ทว่าเมื่อไหร่ที่เราเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ สิ่งที่เราต้องทำคือสามารถทำงานกับคนได้ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งคนเจ้าปัญหา เพราะการโบ้ยความเสียหายของงานว่าเกิดจากผู้ร่วมงานย่อมฟังไม่ขึ้น เผลอๆ บริษัทจะมองว่าเราเป็นตัวปัญหาด้วยซ้ำ ฉะนั้นลองทำความเข้าใจกับพวกเขาเหล่านี้และลุยงานตรงหน้าให้เสร็จดีกว่า
  • ทำใจ ปล่อยวาง การทำงานร่วมกับคนที่เราไม่สามารถควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการได้คงไม่มีอะไรทำง่ายกว่าทำใจ ลำพังแค่จัดการกับชีวิตของตัวเองให้เป็นอย่างที่เราต้องการก็เป็นเรื่องยากพอแล้ว ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องเปลี่ยนแปลงให้คนอื่นเป็นไปอย่างที่เราต้องการ เมื่อเราปล่อยวางเรื่องของคนอื่นแล้ว ชีวิตก็จะมีเรื่องให้เครียดน้อยลงไปอีก
  • คิดเสียว่ามาทำงาน การมาทำงานย่อมต้องเจอกับคนสารพัดรูปแบบ เมื่อเข้ามาในออฟฟิศก็ขอให้ถอดหัวใจเก็บเอาไว้ก่อน แล้วบอกตัวเองว่านี่เป็นแค่ที่ทำงานแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่โลกทั้งใบของเรา และเมื่อไรที่ก้าวเท้าออกจากที่ทำงานก็ขอให้ทิ้งปัญหาไว้ตรงนั้น อย่าปล่อยให้มันไปรบกวนชีวิตอันแสนสุขของเราเด็ดขาด
  • มองผู้อื่นด้วยใจเมตตา คนเราไม่มีใครแย่ไปหมดทุกอย่าง หากเราได้มีโอกาสมองจากมุมคนเจ้าปัญหา เราอาจพบปัญหาบางอย่างในชีวิตของเขา ที่อาจส่งผลให้เจ้าตัวต้องสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้างก็ได้ คิดเสียว่ายังอย่างน้อยเราก็โชคดีที่ชีวิตของเราไม่ได้มีปัญหามากมายขนาดนั้น
  • ถือเป็นบททดสอบทางจิตใจ การเจอเรื่องยากๆ แต่ละครั้งย่อมเป็นการทดสอบจิตใจของตัวเราว่าจะผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไปได้สวยงามแค่ไหน หากเราทนกับคนเจ้าปัญหาและยังสามารถทำงานร่วมกับพวกเขาได้ ก็ถือว่าสอบผ่านแบบทดสอบทางจิตใจที่จะทำให้เราเป็นคนใจเย็นขึ้น ใจกว้างขึ้น อดทนมากขึ้น
แล้วชีวิตการทำงานจะมีความสุขไปทุก ๆ วัน

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

10 วิธีทะเลาะอย่างสร้างสรรค์


ประมาณ 2 เดือนก่อนเราได้แนะนำ กฎ 10 ข้อควรจำก่อนทะเลาะกัน เพื่อให้มีสติก่อนจะมีคำพูดที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียใจ แต่ ความเข้าใจผิดหรือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันนับเป็นเรื่องปกติสามัญในชีวิตคู่ การเรียนรู้ที่จะจัดการกับความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์คือสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตรักที่ยั่งยืน ด้วย 10 ข้อควรจำง่ายๆ เหล่านี้จะช่วยให้การทะเลาะของคุณไม่กลายเป็นกิจกรรมบ่อนทำลายความสัมพันธ์ไปเสียก่อน
  1. ทะเลาะทีละเรื่อง อย่าขุดเอาความไม่พอใจเก่าๆ ขึ้นมายำใหญ่ใส่กันในทีเดียว เพราะแทนที่จะได้ข้อสรุปของหัวข้อที่ถกเถียงกันแต่แรก จะกลายเป็นการระเบิดสงครามอารมณ์ใส่กันเปล่าๆ
  2. อย่าจับผิดรายละเอียดเล็กน้อย อย่าเถียงกันว่าเขาลืมไปรับของสำคัญของคุณวันจันทร์หรือวันอังคาร ประเด็นคือ ‘เขาลืมของสำคัญของคุณ' ไม่ใช่ ‘วันไหน' ที่เขาลืม
  3. เริ่มต้นประโยคด้วยคำว่า "ฉัน" พูดว่า "ฉันไม่พอใจเวลาคุณทำแบบนั้น" แทนที่จะพูดว่า "คุณทำให้ฉันไม่พอใจเวลาทำแบบนั้น" การขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า "คุณ" จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกถูกกล่าวโทษ ขณะการขึ้นต้นด้วยคำว่า "ฉัน" คือการบอกกล่าวความรู้สึกของคุณ
  4. อย่าพูดว่า "ไม่เคย" "เสมอ" "ควร" และ "ไม่ควร" เพราะเป็นคำที่ฟังดูแข็งกระด้างและมีแนวโน้มจะทำให้ผู้ฟังไม่พอใจได้ง่าย และเอาเข้าจริงมันก็ไม่ถูกเสมอไป เช่นหากคุณพูดว่า "คุณไม่เคยจำเรื่องสำคัญของฉันได้เลย" รับรองว่าเกือบทั้งร้อยอีกฝ่ายต้องตอกกลับมาว่า "แล้วตอน...ล่ะ"
  5. ใช้เหตุผลและความคิดเห็นที่เป็นของคุณ อย่าพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าด้วยการเอาความคิดเห็นของคนอื่นเข้ามาเอี่ยวด้วย พึงระลึกไว้เสมอว่า นี่เป็นเรื่องของคุณ 2 คนเท่านั้น
  6. พยายามอยู่ในอิริยาบถผ่อนคลายและอย่าลืมหยุดพักหายใจ การนั่งลงและอยู่ในอิริยาบถสบายๆ จะช่วยให้คุณสงบจิตสงบใจได้ดีกว่าการเดินพล่านไปทั่วห้อง
  7. อย่าสบถ พูดคำหยาบคาย หรือด่าทอ การต่อว่าว่าเขาแสนจะขี้เกียจ อ้วนพุงพลุ้ย หรือคิดมากไม่เข้าเรื่อง ไม่เคยช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้เลย
  8. พยายามสังเกตความรู้สึกของตัวเองและบอกให้เขารับรู้ การบอกว่า "ฉันกลัวว่าคุณจะไม่รักฉัน" จะช่วยให้เขาเข้าใจคุณได้มากกว่าการพูดว่า "คุณทำตัวเหมือนไม่รักฉันเลย"
  9. อย่าขัดคอ อย่าเถียงขึ้นมาขณะอีกฝ่ายกำลังอธิบาย หรือเอาแต่พูดพล่ามยืดยาวอยู่ฝ่ายเดียว หรือไม่พูดอะไรเลยและหวังว่าเขาจะอ่านใจคุณออก
  10. ขอเวลานอก หากคุณหรือใครคนใดคนหนึ่งเริ่มรู้สึกรุนแรงจนอาจควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ควรหยุดการถกเถียงและแยกย้ายไปสงบจิตสงบใจสักพัก จนอารมณ์เย็นลงด้วยกันทั้งสองฝ่ายจึงค่อยมาปรับความเข้าใจกันใหม่
พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะการโต้วาทีในครั้งนี้หรือไม่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหากความสัมพันธ์อันมีค่าของคุณต้องสูญเสียความรู้สึกที่ดีไป ทุกครั้งที่เกิดความไม่ลงรอย สิ่งที่คุณต้องจัดการคือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ คู่รักของคุณ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
นิตยสาร Woman Plusภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มะละกอเสริมกระดูกของผู้หญิง


มีแคลเซียมสูง-ย่อยสลายได้ง่าย

ที่ขึ้นหัวมาแบบนี้ ก็เพราะสรรพคุณของเจ้ามะละกอลูกหนึ่งนั้น มีมากมายเหลือคณานับ แล้วรู้กันหรือเปล่าว่า มะละกอเนี่ยมีแคลเซียมที่สูงและเป็นแคลเซียมสามารถย่อยได้ง่ายกว่าแคลเซียมจากนมหรือกระดูกสัตว์ซะด้วย

โดยเฉพาะสาวๆ ควรอย่างยิ่งที่จะรับประทานมะละกอ ไม่ว่าจะสุกหรือดิบเพื่อเป็นการป้องกันโรคกระดูกเสื่อมก่อนวัยอันควรด้วยนะ แล้วเอนไซม์ในมะละกอยังช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้สดใสเปล่งปลั่งขึ้นด้วยล่ะ เห็นทีคงต้องหามาหม่ำกันบ้างแล้วล่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แฉศูนย์รับเลี้ยงเด็ก 90% ต่ำกว่ามาตรฐาน


นายกิตติ สมานไทย ผอ.สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุ (สท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า จากการที่สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชนผู้ด้อยโอกาสฯ ได้สำรวจศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ พบว่า ศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ พบว่า ศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยจำนวนมากถึงร้อยละ 90 มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน โดยศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 3-5 ขวบ ทั้งของภาครัฐและเอกชนขณะนี้มีประมาณ 20,000 แห่งทั่วประเทศเป็นศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยที่อยู่ภายใต้การดูแลของส่วนท้องถิ่นและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 18,000 แห่ง และเป็นศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยที่จดทะเบียนกับ พม.และกระทรวงแรงงานอีกอย่างละ 1,000 แห่ง ในจำนวนศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัยทั้งหมดมีเพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้นที่ได้มาตรฐาน

ผอ.สท.กล่าวต่อว่า เนื่องจากปัจจุบันผู้ปกครองมักไม่ค่อยมีเวลาเลี้ยงดูบุตรหลาน จึงนิยมส่งเข้าศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัย เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมเด็กก่อนเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษา โดยเด็กที่อยู่ในศูนย์รับเลี้ยงเด็กส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 3-5 ขวบ ซึ่งถือเป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการทางสมองดีที่สุด มีการพัฒนาการเรียนรู้และจินตนาการหากไม่มีการกระตุ้นหรือเตรียมพื้นฐานที่ดี จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กที่ช้าลง ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทยที่พบว่า ปัจจุบันเด็กไทยมีพัฒนาการทางสมองล่าช้า โดยเด็กวัยเรียนร้อยละ 15-28 มีไอคิวเฉลี่ยที่ประมาณ 88-91 ขณะที่เกณฑ์ปกติคือ 90-100

นายกิตติกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ พม.ได้เร่งกำหนดมาตรฐานของศูนย์รับเลี้ยงเด็กปฐมวัย เพื่อให้ทุกแห่งยึดปฏิบัติ เช่น ด้านบุคลากร ผู้ดูแลเด็กต้องผ่านการอบรมด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยก่อนอย่างน้อย 2 ปี ด้านสถานที่ตั้งต้องเหมาะสมอุปกรณ์การเรียนการสอน อาหาร และของเล่นต้องมีมาตรฐาน ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กเล็กได้รับบริการและสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กที่พึงจะได้รับ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“ลูกพลับ” ผลไม้ทรงคุณค่ารักษาโรคได้


ตรุษจีนนี้คุณมี “ของขวัญ” ในดวงใจที่จะมอบให้คนที่คุณรักหรือยัง? ถ้ายังลองนำเจ้าผลไม้ชนิดนี้ไปฝากเขาเหล่านั้นกัน ผลไม้ลูกกะทัดรัด เปลือกสีเหลืองทองอร่าม เนื้อหวาน กรอบ อร่อย จนทำให้หลายคนติดใจเมื่อได้ลิ้มรสมาแล้ว เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ลูกพลับ”

ลูกพลับเป็นผลไม้นำเข้าจากประเทศจีน คนจีนถือว่าเป็นผลไม้มงคล จึงนิยมกินกันมากในช่วงเทศกาล แม้ปัจจุบันที่ จ.เชียงรายก็มีปลูกบ้างแล้วซึ่งราคาก็ถูกกว่าด้วย แต่ลูกพลับจีนก็ยังครองตลาดอยู่ดีเพราะมีผลที่น่ารับประทานกว่า แต่ไม่ว่าจะพลับไหนๆ ก็ต่างมีประโยชน์มากมายด้วยกันทั้งสิ้น

ลูกพลับสด มักถูกจัดเข้าไปอยู่ในกระเช้าของขวัญต่างๆ เนื่องจากรูปลักษณ์และรสชาติที่ถูกใจถูกปากผู้รับนอกจากนั้นที่สำคัญ ลูกพลับเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยามากมาย อันได้แก่ ลดอาการปวดท้องที่เกิดจากความเย็น เช่น ปวดประจำเดือน หรือปวดโรคบิด แก้ไอหรือเจ็บคอก็ได้ด้วย และทีเด็ดของลูกพลับนั้นก็คือ ช่วยลดความดัน ซึ่งสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นความดัน ก็ขอแนะนำให้หามารับประทานวันละลูก จะดีต่อสุขภาพมาก
และไม่ใช่ว่าลูกพลับสดจะมีประโยชน์เท่านั้น ลูกพลับแห้ง ที่ถูกนำมาแปลรูปแล้ว ก็มีสรรพคุณทางยาไม่แพ้กัน คือช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และผู้ที่ท้องอืด จุกเสียดแน่นเฟ้อ ลูกพลับแห้งนี้ก็สามารถบรรเทาอาการได้อย่างดีทีเดียว
ช่วงนี้ ก็เป็นฤดูลูกพลับ มีลูกพลับออกมาขายตามท้องตลาดมากมาย ราคาโดยเฉลี่ยก็แค่ประมาณลูกละ 10 บาทเท่านั้น เหมาะแก่การซื้อหามารับประทานหรือซื้อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้เป็นอย่างยิ่ง ของดีอยู่ใกล้ตัวแค่นี้ ลองหามารับประทานกันดูนะค่ะ!!

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
สสส http://www.thaihealth.or.th

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

"พริกไทย" เครื่องยาไทย


ไล่ลม ลดไขมัน รักษากระเพาะ

พริกไทย เป็นพืชทางด้านอาหารและยาที่มีการใช้ประโยชน์มาช้านาน เป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่มีอิทธิพลต่อการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ ในยุคล่าอาณานิคม จนเป็นชนวนเหตุให้ประเทศที่มีการปลูกพืชเครื่องเทศทั้งหลายถูกล่าเป็นเมืองขึ้นมาแล้ว พริกไทยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดแถบอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยมีพื้นที่การเพาะปลูกมากที่จังหวัดจันทบุรี และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย

คนไทยรู้จักใช้พริกไทยมาประกอบอาหาร ที่สำคัญยังนำไปเข้าเครื่องยาไทยและทำเป็นยารักษาโรคอีกหลายตำรับ พริกไทยนั้นมีรสเผ็ดร้อน เหมาะกับคนธาตุลมที่เกิดในเดือนเมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน ที่มีจุดอ่อนทางสุขภาพเจ็บป่วยง่ายในฤดูฝน เป็นช่วงที่ความร้อนกับลมกระทบกัน จึงมีผลต่อคนธาตุลมให้เจ็บป่วยได้ง่ายกว่าคนธาตุอื่นๆ หมอแผนไทยมีตำรับยาแต่งรักษาเป็นยาปรับธาตุตามฤดูกาล คือ ตรีผลา ยาประจำฤดูร้อน, ตรีสาร ยาประจำฤดูหนาว และตรีกฏุก ยาประจำฤดูฝน ประกอบด้วย เหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี ตัวยาทั้งสามชนิดมีฤทธิ์เด่นทางขับลม ช่วยปรับธาตุลมที่อยู่ในภาวะหย่อน กำเริบหรือพิการให้สมดุล ลดอาการเจ็บป่วยของบุคคลนั้น

สรรพคุณของพริกในตำรับยาโปราณ ระบุไว้ว่า ดอกพริกไทย ใช้แก้ตาแดงเนื่องจากความดันโลหิตสูง เมล็ดพริกไทยใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ย่อยพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ใช้ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้มุตกิด (ระดูขาว) แก้ลมอัมพฤกษ์ นอกจากนี้ ในเมล็ดพริกไทยยังมีสารสำคัญซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ใบพริกไทยใช้แก้ลม จุกเสียด แก้ปวดมวนท้อง เถาใช้แก้อุระเสมหะ แก้ลมพรรดึก แก้อติสาร (โรคลงแดง) รากพริกไทย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน และช่วยย่อยอาหาร ที่สำคัญยังเป็นหนึ่งในยาที่มักนิยมนำไปเข้าเครื่องยาอายุวัฒนะด้วย

พริกไทยที่เราใช้ประโยชน์ในปัจจุบันมีอยู่ 3 แบบ คือ พริกไทยสด พริกไทยดำ และพริกไทยล่อน เคยมีคนจำนวนมากสับสนระหว่างพริกไทยดำและพริกไทยล่อน คิดว่าเป็นชนิดหรือสายพันธุ์ของพริกไทย เพราะในตำรายาบางตำรับจะใช้พริกไทยล่อน บางตำรับจะใช้พริกไทยดำ ซึ่งทั้งสองชนิดก็คือพริกไทยสดที่นำมาแปรรูปเพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ พริกไทยดำคือการนำเอาพริกไทยสดมาตากให้แห้งให้ผิวเหี่ยวย่นจนกลายเป็นสีดำ ส่วนพริกไทยล่อนทำโดยเก็บช่อพริกไทยแก่มาตากแดดเล็กน้อย แล้วนำไปนวดเพื่อแยกเมล็ดออก ใส่กระสอบแช่น้ำ 7-14 วัน แล้วจึงนำเข้าเครื่องนวด ขัดผิวให้หลุดเหลือแต่เมล็ดใน แต่สารสำคัญต่างๆ ของพริกไทยจะอยู่ในพริกไทยดำมากกว่าพริกไทยล่อน

ตำรับยาโบราณที่ใช้พริกไทยเข้ายามีหลายตำรับ อาทิ ยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย เอาข้าวสารคั่วเกลือทะเล พริกไทยล่อน เอาอย่างละเท่าๆ กันบดผงปั้นกับน้ำผึ้ง เม็ดเท่าเมล็ดพุทรา กินครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารเช้า - เย็น และก่อนนอน แก้ผอมแห้งแรงน้อย สุขภาพอนามัยดี ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน แก้ไข้เรื้อรัง มีไข้ต่างๆ ตลอดเวลาไม่ยอมหาย ให้เอาใบกะเพราแห้ง ใบบัวบกแห้ง พริกไทยดำ สิ่งละเท่าๆ กัน บดเป็นผงปั้นเป็นเม็ดเท่าไข่จิ้งจก กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 เวลา เช้า - เย็น กระดูกหัก ใช้เปลือกต้นของสบู่ขาว ร่วมกับต้นส้มกบ และพริกไทย 5 เม็ด ตำผสมเหล้าขาวแล้วผัดให้อุ่น พอกให้หนา แล้วใช้ไม้พันผ้าให้แน่น ยากินให้ผิวสวยเสมอ เอาขมิ้นอ้อย กระชาย แห้วหมู พริกไทย ทุบๆ แล้วดองด้วยน้ำผึ้ง กินก่อนนอนทุกวัน ผิวท่านจะสวยเสมอ

ตะขาบกัด ใช้ผงพริกไทยโรยบริเวณแผล ปวดฟัน ใช้พริกไทย พริกหาง บดเป็นผง ผสมยาขี้ผึ้งปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ใช้อุดฟันที่ปวด ท้องอืดอาหารไม่ย่อย ใช้พริกไทยแช่ในน้ำส้มสายชูทิ้งไว้นานสัก 2 ชั่วโมง นำไปตากแห้งแล้วนำกลับมาบดเป็นผงให้ละเอียด ผสมกับน้ำส้มสายชูที่ใช้แช่นั้น แล้วปั้นเป็นเม็ดใช้รักษา รักษาอาการเมื่อยขบ เป็นเหน็บชาง่ายในฤดูหนาวหรือฤดูฝน โดยใช้ไข่ไก่ น้ำกะทิ และพริกไทย ตีให้เข้ากันแล้วตุ๋นให้สุก และนำพริกไทยล่อนเข้าเครื่องยากับเปลือกไข่ไก่ นำไปผิงไฟให้เหลืองแล้วบดเป็นผงละเอียดผสมกับน้ำต้มสุก ใช้รักษาอาการชักจากการขาดแคลเซียม

ในยุคที่น้ำมันหอมระเหยเข้ามามีบทบาทในวงการสุขภาพมาก ยังพบว่าพริกไทยได้ถูกนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย หรือที่เรียกว่า black pepper oil ที่สกัดจากพริกไทยดำ มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวด ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก กระตุ้นกำหนัด ต้านพิษ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย ลดไข้ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท รักษาโรคกระเพาะ

ปัจจุบันมีงานศึกษาวิจัยในการใช้ประโยชน์อื่นๆ ของพริกไทยอย่างน่าสนใจ โดยส่วนหนึ่งของงานวิจัยก็เป็นการยืนยันสรรพคุณของการใช้มาตั้งแต่โบราณ และอีกส่วนหนึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดทางนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น งานวิจัยที่พบว่าพริกไทยมีสารต้านการก่อมะเร็ง ช่วยเร่งการทำงานของตับให้ทำลายสารพิษได้มากขึ้น ใช้น้ำมันหอมระเหยรักษาผู้ติดบุหรี่ พบว่าช่วยลดความอยากและความหงุดหงิดลงได้ ที่น่าสนใจเป็นการวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่พบว่าป้องกันโรคความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา และที่กำลังเป็นเงินเป็นทอง สร้างรายได้ให้กับผู้ค้าสมุนไพรไม่น้อยตอนนี้ คือการนำสารสกัดพริกไทยไปผลิตเป็นครีมหรือเจลลดความอ้วน ซึ่งเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ง่าย และอาจมีการนำไปปรุงแต่งเข้าเครื่องยากับสมุนไพรอื่นๆ ที่มีสรรพคุณคล้ายคลึงกันเพื่อเสริมฤทธิ์การลดไขมัน ก็นับว่าเป็นก้าวย่างของการแปรรูปผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าอย่างน่าสนใจ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
เวปไซด์หนังสือพิมพ์ไทยโพส์ต
ภาพประกอบ จาก อินเตอร์เน็ต




วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ดื่มอย่างไร ไม่เมาหัวทิ่ม


ไม่ว่าจะเป็น เบียร์ ไวน์ หรือเหล้า ต่างก็เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม และเมื่อดื่มเข้าไปแล้วมันจะดูดซึมเข้าไปในร่างกายอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องอาศัยน้ำย่อยก็แทรกซึมไปทั่ว ยิ่งดื่มมากและเข้มข้นก็จะมีระดับของแอลกอฮอล์ในเลือดและลมหายใจสูง นั่นแสดงว่าเมาเข้าแล้ว

ทราบกันหรือไม่ว่าทำไมบางคนเมาง่าย แต่บางคนเมาช้ากว่า?
  1. พฤติกรรมการดื่ม เครื่องดื่มที่ มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประมาณ 20% โดยปริมาตรจะถูกดูดซึมเข้าเลือดได้ดีที่สุด ถ้าเข้มข้นสูงกว่านี้ แอลกอฮอล์จะไปกดอัตราการเปิดของวาล์วท้ายกระเพาะที่เชื่อมระหว่างกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ให้ทำงานช้าลง ทำให้การดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าระบบเลือดช้า ระดับของแอลกอฮอล์ในลมหายใจจะต่ำ
  2. เวลา ถ้าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แบบช้าๆ ค่อยๆดื่มไป จะทำให้อัตราการเพิ่มของแอลกอฮอล์ในเลือดเท่ากับอัตราการทำลายแอลกอฮอล์ของตับ ซึ่งจะมีผลทำให้แอลกอฮอล์ในเลือดต่ำ พูดง่ายๆ ก็คือเว้นระยะในการดื่มสักหน่อย เมาน้อยหน่อย
  3. อาหารในกระเพาะ ถ้าในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กไม่มีอาหารอยู่จะมีผลทำให้แอลกอฮอล์ถูกดูดซึมได้เร็ว (ทำให้เมาเร็ว) แต่ถ้ามีอาหารที่มีไขมันมากจะทำให้การดูดซึมช้า ดังนั้น จึงควรกินกับแกล้มเข้าไปด้วย อย่าดื่มเพียวๆ
  4. น้ำหนักของร่างกาย เนื่องจากร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำ 2 ใน 3 ส่วน ฉะนั้นคนที่น้ำหนักมาก เมื่อแอลกอฮอล์ถูกดูดซึมเข้าร่างกายจะทำให้แอลกอฮอล์ในเลือดมีความเข้มข้นน้อยกว่าคนที่มีน้ำหนักเบา คนอ้วนจะมีน้ำในร่างกายน้อยกว่าคนผอมถ้าน้ำหนักเท่ากัน เนื่องจากแอลกอฮอล์จะละลายได้น้อยในไขมันเมื่อเทียบกับน้ำ ด้วยเหตุนี้ ปริมาณความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดคนอ้วนจะสูงกว่าคนผอมเมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มี ส่วนผสมของแอลกอฮอล์เท่ากัน
สรุปว่าต้องดื่มแต่น้อย คอยเว้นระยะ กระเพาะต้องมีกับแกล้มสำรองไว้ ใครอ้วนมากก็เมาไว

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต